Skip to content

The Best Zone Model / โมเดล 3 มิติของศักยภาพมนุษย์

  • by
ในปี 1908 เยอร์เคส (Yerkes) และ ดอดสัน (Dodson) ทำการทดลองกับหนูเพื่อหาจุดที่พวกมันเรียนรู้ได้ดีที่สุด พวกเขาสร้างกราฟที่มีแกนสองแกนคือตัวแทนของระดับความตื่นตัว (Arousal) และ สมรรถนะ (Performance) เรียกว่ากราฟ Inverted-U
.
การทดลองชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนจะมีประสิทธิภาพการทำงานได้ดีที่สุด เมื่ออยู่ในระดับความตื่นตัวที่เหมาะสม ไม่มากไป ไม่น้อยไป และมันสัมพันธ์กับ ‘งานง่าย’ และ ‘งานยาก’ ด้วย
.
ในปี 1990 มิฮาลี ชิกเซนท์มิฮาลี (Mihaly Csikszentmihalyi) ศึกษาศิลปิน นักกีฬา และนักดนตรี เพื่อหา ‘ภาวะลื่นไหล (FLOW)’ ภาวะที่ทำให้คนเหล่านั้นลืมโลกและสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้ดีที่สุด
.
กราฟของภาวะ FLOW นี้ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างแกนของทักษะ (Skill) และแกนของความท้าทายของงาน (Challenge)
.
บ่งบอกว่า ถ้าคนเราเจองานที่ยากไป ทักษะไม่ถึง ก็จะไม่อยู่ในภาวะ FLOW นี้ หรือถ้าเจองานง่ายไป ทักษะสูงเกิน ก็จะเบื่อ ฉะนั้น ภาวะ FLOW จะเกิดขึ้นได้ ทักษะและความท้าทายของงานนั้น ต้องพอดีกัน
.
สองแนวคิดต่างยุค ต่างบริบท คิดบนแกนระนาบ 2 แกน ซึ่งมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ
.
“มนุษย์จะเฉิดฉายที่สุด เมื่อใจอยู่ในจังหวะที่เหมาะสม”
.
วันนี้ ผมลองนำสองทฤษฎีข้างต้นนั้น มาสร้างกราฟใหม่ดู กลายเป็นโมเดลใหม่ สามารถนำไปปรับใช้ได้สำหรับนักบินทั่วไปและนักใช้ชีวิตทุกคน
.
มาเริ่มต้นกับประโยคคำถามที่ว่า จริงไหมที่ ..
.
“เราไม่ได้เหนื่อยเพราะไม่มีพลัง แต่เพราะใช้พลังผิดทิศผิดจังหวะ
.
เราไม่ได้ไม่เก่ง แค่ยังไม่อยู่ใน ‘จุดที่พอดี’ ของตัวเองเท่านั้น”
.
ถ้าใช่ และเห็นด้วย ลองอ่านต่อได้เลย
….
นักบินบางคนฝึกซ้อมมาหลายร้อยชั่วโมง แต่ยังรู้สึก ‘ขาดๆ เกินๆ’ ทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจจริง
.
บางคนกลับดู ‘ลื่นไหล’ แม้อยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ยากเท่ากัน
.
อะไรคือความต่าง?
.
คำตอบอาจอยู่ที่ ‘โซนของจิตใจ’ ไม่ใช่แค่จำนวนชั่วโมงบิน
.
กฎเยอร์เคสและดอดสัน (Yerkes–Dodson) บอกเราว่า “ความตื่นตัวมากเกินไปหรือน้อยเกินไป สมรรถนะจะลดลง” (มีสองตัวแปร)
.
ขณะที่ทฤษฎีภาวะลื่นไหล (Flow Theory) บอกเราว่า “เมื่อความท้าทายตรงกับทักษะของเรา เราจะไหลลื่นเหมือนไม่ต้องพยายาม” (มีสองตัวแปร)
.
ลองฝึกคิดในระดับ Metacognition (คิดเหนือแนวคิด) เราสามารถตั้งคำถามใหม่ได้ว่า
.
“ถ้าหาจุดเชื่อมของทั้ง 4 ตัวแปรจากสองทฤษฎีนั้น นำมาผสานเข้าด้วยกัน เราจะเห็นอะไรที่ลึกกว่านั้นไหม ?”
.
จุดเชื่อมของทั้งสองทฤษฎีคือเรื่องของ Performance (สมรรถนะหรือผลของการปฏิบัติงาน) ดังนั้นจึงนำตัวแปรนี้มาตั้งไว้เป็นเป้าหมายสูงสุด แล้วดึงตัวแปรที่เหลืออีก 3 ตัวแปร นำออกมาสร้างเป็นกราฟ 3 มิติได้
.
จากกราฟ 2 มิติ สู่ ‘โดมศักยภาพ 3 มิติ’ ของมนุษย์
.
หากเราวาดออกมา มันจะไม่ใช่กราฟโค้งกลับหัว หรือกราฟสองแกนอีกต่อไป
.
แต่มันจะกลายเป็น The 3D Dome of Human Performance หรืออาจเรียกว่า Optimal Flow-Arousal Matrix (สมการศักยภาพสูงสุดของมนุษย์) ในที่นี้ขอตั้งชื่อเล่นๆตามชื่อคนคิด .. โดยขอใช้ชื่อว่า โมเดล เดอะเบส โซน (The Best Zone Model) 😊
.
โครงสร้างโมเดล (3 แกน) ประกอบไปด้วย
.
แกน X แทน Challenge หมายถึง งานหรือภารกิจ ยากง่ายแค่ไหน
แกน Y แทน Skill หมายถึง ทักษะของเรา
แกน Z แทน Arousal หมายถึง ระดับความตื่นตัว ความเครียด และการโฟกัส
.
ดังนั้น จุด Sweet Spot (จุดที่ทั้งสามตัวแปร บาลานซ์กันพอดี) จะอยู่ตรงกลางโดม ไม่มากไป ไม่น้อยไป
.
ภายในโดมนี้ มี ‘โซนพลัง’ ที่สมรรถนะพุ่งสูงสุด
.
จุดที่งานยาก ‘พอเหมาะ’ ทักษะ ‘พอดี’ และความตื่นตัว ‘ตรงจังหวะ’
.
ไม่เครียดเกิน จึงไม่หลุดโฟกัส
ไม่ง่ายเกิน จึงไม่เบื่อ
ไม่มั่นใจเกิน จึงไม่ประมาท
ไม่วิตกเกิน จึงไม่มือสั่น
.
สรุปแบบเข้าใจง่ายก็คือ โมเดลนี้เล่นกันอยู่ 3 ตัวแปร (Challenge Skill และ Arousal) ถ้าแต่ละแกนมี 3 ระดับ คือ ต่ำ (Low) กลาง (Medium) และ สูง (High) เมื่อใช้หลักการ การเรียงแบบคาร์ทีเซียน (Cartesian Product)
.
จำนวนผลลัพธ์ทั้งหมดจะเท่ากับ 3 × 3 × 3 = 27 แบบ (ได้ 27 Performance ที่สามารถเกิดขึ้นได้)
.
ยกตัวอย่างบางชุดเพื่ออธิบาย
.
Challenge ต่ำ / Skill ต่ำ / Arousal ต่ำ – ผลลัพธ์ของสมรรถนะคือ เบื่อ เซื่องซึม (Underload)
Challenge สูง / Skill ต่ำ / Arousal สูง – ผลลัพธ์ของสมรรถนะคือ วิตกกังวลสูง (Anxiety Zone)
Challenge ปานกลาง / Skill ปานกลาง / Arousal ปานกลาง – ผลลัพธ์ของสมรรถนะคือดี เข้าสู่ Best Zone
Challenge สูง / Skill สูง / Arousal ต่ำ – ผลลัพธ์ของสมรรถนะคือ ประมาท ควบคุมผิดจังหวะ
Challenge ต่ำ / Skill สูง / Arousal ปานกลาง – ผลลัพธ์ของสมรรถนะอาจอยู่ใน Mid Underload Zone นั่นคือ คนทำงานอาจรู้สึกโอเค แต่ไม่ถึงกับว่าท้าทาย หรือไม่ทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์ กรณีบิน อาจรู้สึกว่าการบินไม่มีอะไรใหม่ เสี่ยงต่อความประมาทหรือ Complacency ได้
.
ยกตัวอย่างการนำโมเดลนี้ไปประยุกต์ใช้ในการบิน
.
– สถานการณ์ ฝึกบินใกล้ภูเขาครั้งแรก เจอลมภูเขาแรง ดูน่ากลัว จึงมีความท้าทาย (Challenge) สูง ในขณะที่มีทักษะ (Skill) ต่ำ และมี ระดับความตื่นตัว (Arousal) สูง ผลลัพธ์คือ วิตกกังวล (Anxiety Zone)
– ภารกิจบินซ้ำๆ ในเส้นทางเดิมๆ จะมี (Challenge) ต่ำ ในขณะที่มีทักษะ (Skill) สูง และมี ระดับความตื่นตัว (Arousal) ต่ำ ผลลัพธ์คือ เบื่อและเฉื่อยชา (Underload Zone)
– ฝึกบินในท่าทางฉุกเฉินพร้อมโจทย์สมมติที่สมจริง เมื่ออยู่ในภาวะที่มี (Challenge) กลางถึงสูง นักบินมีทักษะ (Skill) กลางถึงสูง และมี ระดับความตื่นตัว (Arousal) ที่พอเหมาะ ผลลัพธ์คือ การเข้าสู่ภาวะ The Best Zone
.
ในทางประสาทวิทยา (Neuroscience) สามารถเชื่อมโยงกับโมเดลนี้ได้เป็นอย่างดี
.
งานวิจัยทางสมองยืนยันสิ่งต่างๆได้แก่
.
1. โดปามีน (Dopamine) พุ่งสูงสุดเมื่อคนเราได้ทำงานที่ ‘ท้าทาย + ทักษะถึง + โฟกัสดี’ นี่เป็นเงื่อนไขของการเกิด Flow
2. คอร์ติซอล (Cortisol) พุ่งเมื่อ Arousal สูงเกิน ผลคือ ร่างกายเข้าสู่โหมดเครียดเรื้อรัง
3. Prefrontal Cortex (สมองส่วนคิด-ตัดสินใจ) ทำงานดีที่สุดเมื่อเราตื่นตัวที่ระดับ ‘พอดี’
.
โมเดลนี้จึงไม่ใช่แค่ทฤษฎีทางจิตวิทยา แต่เป็น ภาพรวมของการจัดจังหวะชีวิตให้ตรงกับกลไกของสมอง อย่างเป็นระบบ
.
ถามว่า แล้วนำโมเดลนี้ไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร?
.
ลองถามตัวเองง่ายๆ 3 คำถาม ก่อนเริ่มงานหรือก่อนรับภารกิจสำคัญ
.
1. งานนี้ท้าทายแค่ไหน? (Challenge)
2. เรามีทักษะเพียงพอไหม? (Skill)
3. เราตื่นตัวอยู่ในระดับไหน? (Arousal)
.
คำตอบคือ ถ้าทั้ง 3 อย่างนี้ ‘ไม่บาลานซ์กัน’ เราก็กำลังบินออกนอกโดม
.
– นักบิน ก่อนบินก็สำรวจใจเราสักนิดว่า เที่ยวบินนี้อยู่ในโดมนี้ไหม แล้วอยู่ตรงจุดไหน
– ครู ออกแบบการสอนให้ Challenge ตรงกับ Skill ของนักเรียนแต่ละคนไหม
– ผู้นำทีม ปรับงานให้ทีมไม่เบื่อหรือตึงจนเกินไป
.
สรุปแล้ว ความสำเร็จของงานไม่ใช่เรื่องของความพยายามล้วนๆ เพียงอย่างเดียว เพราะถ้าไม่พิจารณาปัจจัยอื่นๆด้วย มันก็ไม่ต่างจากการดันทุลัง
.
คนที่พยายามมากแต่พัง อาจเป็นเพราะใช้แรงผิดจุด ผิดจังหวะ
.
คนที่เก่งแต่เบื่อ อาจเพราะไม่ได้ถูกป้อนโจทย์ท้าทายในแบบที่เขาสามารถโตขึ้นได้มากกว่านั้น
.
แต่คนที่ ‘เข้าใจจังหวะของพลังตนเอง’
.
จะใช้แรงน้อยกว่า มักจะไปได้ไกลกว่าเสมอ
.
ในขณะที่คนอื่นตั้งเป้าว่าจะไปถึงไหน
.
คนที่รู้ตัวตลอดเวลาว่าอยู่ตรงจุดไหนของโดมจะรู้ว่า ไม่จำเป็นต้องเร่งเครื่องตลอดเวลา
.
แค่รู้ว่า ‘เมื่อไรควรเพิ่มคันเร่ง เมื่อไรควรผ่อน’ ก็เพียงพอแล้ว
.
เคล็ดลับคือพาตัวเองให้อยู่ในโดม อยู่ตรงจุดที่สมดุลที่สุด สร้าง Performance ให้ทรงพลังมากที่สุด นวัตกรรมใหม่ๆก็จะเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ งานก็จะสำเร็จ
.
ก็เพราะว่าเราอยู่ใน The Best Zone
.
.

อ่านบทความอื่นๆได้ใน Facebook Page : Hovering Inspirations 👇

https://www.facebook.com/profile.php?id=61558412223812&mibextid=ZbWKwL

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *