นี่คือเรื่องเล่าของชาวประมง กับ ทฤษฎีลู่วิ่งแห่งความสุข
.
นิทานพื้นเพของที่ไหนสักที่ ไม่ระบุชื่อผู้แต่ง แต่เห็นเขียนกันมาหลายเวอร์ชันแล้ว วันนี้เลยอยากนำมาแบ่งปันกัน
.
“บางคนใช้ชีวิตครึ่งหนึ่ง เพื่อสร้างสิ่งที่ทำให้..ไม่มีเวลาใช้ชีวิตที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง”
.
หมู่บ้านริมชายทะเลในเม็กซิโก แดดอ่อนๆไล่ลิ้มรสชาติของพื้นริมชายหาด
.
นักธุรกิจระดับโลกคนหนึ่ง มาเที่ยวพักผ่อนที่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ หลีกเร้นผู้คน เขาเดินเล่นอยู่ริมท่าเรือ พลันเห็นชาวประมงคนหนึ่งกำลังลากปลาทูน่าครีบเหลืองสดใหม่ออกจากเรือไม้เล็กๆ
.
เมื่อมองไปแล้ว เห็นชัดว่าเป็นปลาคุณภาพดี นักธุรกิจจึงถามชาวประมงไปว่า
.
“คุณจับปลาได้เร็วมาก ทำไมไม่ออกไปให้นานกว่านี้สักหน่อย ? จะได้จับปลามากขึ้น ?”
.
ชาวประมงแหงนหน้ามองชายแปลกหน้า
.
“ผมจับแค่พอกิน พอเลี้ยงครอบครัว ผมเผื่อเวลาไว้เล่นกับลูก งีบกลางวันกับภรรยา เย็นๆ ก็ออกไปจิบไวน์กับเพื่อน จะว่าไป .. ผมก็ยุ่งใช้ได้เลยนะครับซินยอร์”
.
(ซินยอร์ คือสรรพนาม ใช้เรียกแทนคำว่า ‘คุณผู้ชาย’ .. เป็นภาษาสเปน)
.
นักธุรกิจหัวเราะเบาๆ จากนั้นก็เริ่มลำดับแผนธุรกิจระยะยาวให้ชาวประมงฟัง
.
“ฟังผมสักนิด ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไป จากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว”
.
“คุณต้องเพิ่มเวลาจับปลาอีกสักหน่อย ตั้งเป้าหมายที่จะซื้อเรือลำที่ใหญ่กว่านี้ จากเรือเล็กสู่เรือใหญ่ จากขายให้พ่อค้าคนกลางสู่การเปิดโรงงานปลากระป๋อง
.
เป็นของตัวเอง และ จากนั้นก็เสนอขายหุ้น (IPO) คุณสามารถเกษียณได้ภายในเวลาไม่เกิน 10 ปี เป็นมหาเศรษฐีมีเงินหลายล้านแน่นอน”
.
ชาวประมงตาลุกวาว ถามกลับไปว่า
.
“แล้วยังไงต่อเหรอซินยอร์”
.
นักธุรกิจยิ้มแล้วพูดว่า
.
“หลังจากนั้นคุณก็ย้ายมาอยู่หมู่บ้านริมทะเล ใช้ชีวิตง่ายๆ เล่นกับลูกกับหลาน จับปลาบ้าง งีบกลางวันกับภรรยา ออกไปจิบไวน์กับเพื่อน ….”
.
ชาวประมงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ แล้วตอบว่า
.
“ซินยอร์ .. นั่นมันก็ชีวิตผมตอนนี้เลยนะ ?”
.
…..
.
เรื่องเล่านี้สะท้อนอะไรหลายอย่างมาก
.
ชีวิตคนเรา ก็เหมือน .. ลู่วิ่งที่ไม่มีเส้นชัย
.
นักธุรกิจในเรื่องนี้ไม่ผิดเลย
.
เขาเลือกที่จะเดินอยู่บนสิ่งที่ทางจิตวิทยาเรียกว่า Hedonic Treadmill หรือ ‘ลู่วิ่งแห่งความสุข’
.
แนวคิดนี้อธิบายว่า แม้เราจะได้สิ่งที่ต้องการมากมายสักเท่าไร ความสุขที่เกิดขึ้นก็จะอยู่ได้เพียงชั่วคราวแค่นั้น
.
จากนั้น เราจะกลับไปยังระดับความสุขเดิมที่สมองเคยชิน และจะเริ่มวิ่งหาเป้าหมายใหม่อีกครั้ง
.
ทีมนักวิจัยด้านจิตวิทยา ประกอบไปด้วย บริกแมน, โคตส์ และ แจนอฟฟ์-บัลแมน (Brickman, Coates & Janoff-Bulman) ตีพิมพ์งานวิจัยในปี 1978 โดยเปรียบเทียบระดับความสุขของกลุ่มผู้ที่ถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่กับกลุ่มผู้ที่พิการเป็นอัมพาต พบว่า
.
เมื่อผ่านไปประมาณ 6 เดือน ระดับความสุขของคนทั้งสองกลุ่มกลับมาใกล้เคียงกัน
.
ฟังดูแล้วไม่อยากเชื่อ
.
แต่นั่นคือสิ่งที่สมองของมนุษย์เป็น มันปรับตัวเก่งมากจนแม้แต่ความดีใจสุดๆ ก็กลายเป็นเรื่องปกติได้ในเวลาไม่นาน
.
สมองของเราถูกออกแบบมาให้ ‘วิ่งต่อไปเรื่อยๆ’
.
ระบบโดปามีน (Dopamine System) ที่ควบคุมความพึงพอใจในสมอง ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ ‘ความสุขที่ยั่งยืน’ แต่มันเน้น ‘การคาดหวัง’ มากกว่า ‘ผลลัพธ์’
.
ศาสตราจารย์ โวล์ฟราม ชุลซ์ (Wolfram Schultz) นักประสาทวิทยาชาวเยอรมันแห่ง University of Cambridge บอกว่า
.
สมองจะหลั่งโดปามีนแรงที่สุดตอนก่อนจะได้รางวัล ไม่ใช่ตอนที่ได้มันจริงๆ
.
นั่นคือเหตุผลที่เราตื่นเต้นตอนจะได้ของชิ้นใหม่ๆ แต่พอได้มาแล้ว กลับรู้สึกเฉยๆ
.
เราไม่ได้เสพ ‘สิ่งของ’ แต่เราเสพ ‘ความคาดหวัง’ และ ‘การวิ่งไปข้างหน้า’
.
มากขึ้น ≠ พอใจมากขึ้น
.
ในโลกธุรกิจและชีวิตยุคใหม่ที่ทุกอย่างรอบตัวเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร่งของกิเลส .. สิ่งแวดล้อมบอกเราว่า
.
– ต้องโต ต้องขยาย
– ต้องสร้างแบรนด์ ต้องสร้างอาณาจักร
– ต้อง ‘more’ ตลอดเวลา
.
แต่คำถามคือ เราโตไปเพื่ออะไร?
.
ถ้าจุดหมายปลายทางคือ ‘ชีวิตที่เรียบง่ายแบบที่เราเคยมีอยู่แล้ว’
.
การเดินทางแบบนั้นอาจไม่ใช่การเติบโต แต่กลายเป็นการ ‘วนกลับ’
.
เหมือนมหาเศรษฐีที่สร้างตึก 100 ชั้น เพียงเพื่อขึ้นลิฟต์แล้วเข้าไปอยู่ในห้องเล็กๆสักห้อง มีโซฟา กับทีวี แล้วก็เตียงนอน
.
เปรียบเทียบ ชาวประมง กับ นักธุรกิจ
.
ถ้าชาวประมงคือนักเดินป่า ส่วนนักธุรกิจคือนักวิ่งมาราธอน
.
นักเดินป่า เดินช้าๆ ชื่นชมวิว สูดดมกลิ่นต้นไม้รายทาง
.
นักวิ่งมาราธอน วิ่งด้วยความเร็ว เหงื่อไหลพลั่กๆ ร่างกายเหนื่อยล้า ตั้งเป้าหมายสูงสุดไว้ปลายทาง
.
คำถามคือ ถ้าจุดหมายปลายทางของทั้งสองคือ ‘ความสุข’ แล้วทำไมเราถึงต้องวิ่งจนหมดแรง ทั้งๆ ที่มันอาจมีอยู่รายล้อมข้างทางตั้งแต่แรก ?
.
บางครั้ง ความสุขอาจไม่ใช่สิ่งที่ ‘รออยู่ข้างหน้า’
.
แต่มันคือการที่เรา ‘ไม่ลืม’ ว่า เรามีสิ่งที่เราต้องการอยู่แล้ว พึงพอใจอยู่แล้ว
.
ชีวิตไม่ผิดถ้าเราอยากมีมันมากขึ้น แต่หากวิ่งหนักแล้วเริ่มท้อ ลองถามตัวเองสักนิดว่า
.
สิ่งที่เรากำลังพยายามวิ่งไปหานั้น
.
‘จุดหมายปลายทาง’ กับ ‘ระหว่างทาง’
.
อันไหน คือสิ่งที่เรากำลังไขว่คว้า อันไหนคือสิ่งที่เรามีอยู่แล้วหรือเปล่า?
.
หากคำตอบคือใช่
.
บางที เราอาจไม่ต้องวิ่งต่อ หรืออาจเพียงแค่ ‘ชะลอ’ สักนิด .. ผ่อนคลายบ้าง
.
บางครั้งแค่ นั่งลงเงียบๆ จิบไวน์เบาๆ อยู่ข้างเรือเล็กๆของตัวเอง ก็พอแล้วมั้ง
.
ชีวิตก็เท่านี้เอง
.

.
อ่านบทความอื่นๆได้ใน Facebook Page : Hovering Inspirations
https://www.facebook.com/profile.php?id=61558412223812&mibextid=ZbWKwL
