เบื้องหลังแนวคิดของการออกแบบห้องนักบินโดยเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง หรือ Human – Centered Cockpit Design
.
ว่ากันว่า .. “ชีวิตบนท้องฟ้า .. บางช่วงบางตอนขึ้นอยู่กับการเอื้อมมือไปถูกปุ่มหรือไม่ ในจังหวะที่สมองยังตัดสินใจบางอย่างไม่ทัน”
.
ถามว่า .. ปุ่มเยอะ = ยิ่งซับซ้อน หรือ ปลอดภัย ?
.
เวลาคนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงการบินได้มีโอกาสขึ้นมาเยี่ยมชมเฮลิคอปเตอร์หรือเครื่องบิน โดยเฉพาะเครื่องลำใหญ่ๆ คำถามแรกมักไม่ใช่เรื่องปีก ไม่ใช่เรื่องใบพัด แต่คือ “ทำไมปุ่มมันเยอะขนาดนี้ !?”
.
หลายคนสงสัยว่า ทำไมนักบินถึงต้องคอนโทรลเครื่องที่มี หน้าจอหลายจอ สวิตช์หลายร้อยตัว แถมบนคันบังคับ ก็ยังมีปุ่มเล็กปุ่มน้อยเต็มไปหมด
.
แต่น้อยคนจะรู้ว่า ทุกอย่างถูกจัดวางไว้ ‘โดยตั้งใจ’ ทั้งสิ้น
.
และเบื้องหลังของการจัดวางตำแหน่งแต่ละจุด แต่ละพื้นที่นั้น มันคือการผสมผสานระหว่าง วิศวกรรมมนุษย์ (Human Factors Engineering) จิตวิทยาการรับรู้ (Cognitive Psychology) สรีรศาสตร์ (Ergonomics)
และประสบการณ์ที่แลกมาด้วยชีวิตจริงของนักบินจริงในอดีต
.
ห้องนักบินนั้น ถูกออกแบบให้มนุษย์ ‘อยู่รอด’ ไม่ใช่เพียงแค่ ‘อยู่ได้’
.
หลักการออกแบบห้องนักบินไม่ใช่แค่ทำให้ดูดี
.
แต่คือการออกแบบเพื่อให้มนุษย์สามารถรับมือภายใต้สถานการณ์ที่มีความกดดันสูงสุด
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
– จุดวางสายตา (Design Eye Point) ถูกกำหนดไว้ให้มองเห็น ทั้งหน้าจอและเส้นขอบฟ้าภายนอก โดยไม่ต้องขยับหัวมาก
– ตำแหน่งเบาะและระยะเอื้อม ต้องพอดีกับขนาดของร่างกาย โดยออกแบบให้เหมาะกับนักบินตามค่าเฉลี่ย 90% ของประชากร
โดยยอมให้ 5% ที่ตัวเล็กที่สุด และ 5% ที่ตัวใหญ่ที่สุดอยู่นอกเกณฑ์ (อ้างอิงจาก NATO Anthropometric Data – ชุดข้อมูลทางสรีรวิทยาที่รวบรวมขนาดสัดส่วนของร่างกายมนุษย์จากประชากรในกลุ่มประเทศสมาชิก NATO โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานในงานที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น นักบิน ทหาร และลูกเรือ)
– อุปกรณ์และคันควบคุมสำคัญต่างๆ เช่น landing gear หรือ flap ก็ต้องมีรูปร่างเฉพาะ เพื่อให้แยกแยะได้ชัดเจน แม้เพียงหันไปเหลือบมองเพียงชั่วขณะ
อาจดูเหมือนว่าเป็นเรื่องเล็ก
.
แต่นักบินที่นั่งผิดมุม เอื้อมไม่ถึงอะไรบางอย่าง หรือ องศาการมองภาพภายนอกเพี้ยนไป ก็อาจมองไม่เห็นสิ่งแวดล้อมขณะร่อนลงจอดในยามค่ำคืน
.
และเพียงเสี้ยววินาทีที่คลาดไปจากวิวตรงหน้า .. นั่นก็สุ่มเสี่ยงมากมายหลายอย่างนัก
.
ในอดีตก็มีเคสที่ทำให้โลกต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือในห้องนักบินมาแล้วหลายเคส เช่น
.
กรณีเครื่องวัดความสูง (Altimeter) ที่มี 3 เข็ม
.
ในอดีต altimeter รุ่นเก่ามีเข็ม 3 เข็ม แยกแสดงระดับความสูงที่ 100, 1,000 และ 10,000 ฟุต
.
ปัญหาคือ เข็มหมื่นฟุต หมุนช้ามากจนแยกไม่ออก ทำให้นักบินหลายคน ‘เข้าใจผิด’ คิดว่าตนบินอยู่ที่ 1,000 ฟุต ในขณะที่จริงๆ อยู่ที่ 11,000 ฟุต หลายเหตุการณ์นำไปสู่การร่อนลงต่ำกว่าที่ควร
.
เมื่อพบว่าการใช้ Altimeter แบบ 3 เข็มก่อให้เกิดความสับสน จึงมีการยกเลิกการใช้งาน และเปลี่ยนมาใช้ Altimeter แบบ 2 เข็มแทน ก่อนที่จะมีการพัฒนาต่อมาเป็น Digital Display Altimeter (Glass Cockpit) ซึ่งสามารถแสดงตัวเลขความสูงได้อย่างชัดเจนและลดความผิดพลาดในการอ่านค่า
.
จะเห็นได้ว่า เพียงการดีไซน์อุปกรณ์ที่ทำให้การอ่านค่าเกิดความสับสน อาจทำให้พลาดในบางเรื่องได้อย่างง่ายดาย
.
อีกกรณีที่น่าสนใจคือ ในปี 1978 เที่ยวบิน United Airlines 173 บินวนอยู่นานเพื่อเช็คปัญหาเรื่องล้อ
.
โดยนักบินจดจ่อกับระบบล้อนานเกินไป จนลืมดูน้ำมันเชื้อเพลิง
.
แม้เสียงเตือนจะดังขึ้นหลายครั้ง แต่นักบินไม่ได้สังเกตเพราะจมอยู่กับ ‘เป้าหมายเดียว’
.
ผลคือ เครื่องตกเนื่องจากน้ำมันหมดกลางอากาศ
.
ผลสืบเนื่องทำให้เกิดการออกแบบ เสียงเตือนแบบ Contextual Alert ที่ลำดับตามความสำคัญ หมายความว่า ระบบเสียงเตือนในห้องนักบินจะไม่ใช่แค่ดังขึ้น แต่จะเลือกเตือนตามบริบทของสถานการณ์ เพื่อให้ตรงจุดและลดความสับสนของนักบิน
.
ไม่ใช่ทุก Alert ต้องดังพร้อมกัน แต่ระบบจะประเมินว่า ขณะนั้นอะไร ‘สำคัญที่สุด’ แล้วจึงเลือกเสียงเตือนที่ เหมาะกับบริบทนั้นๆ (Context) เช่น ระยะเวลา สภาพเครื่อง เฟสของเที่ยวบิน (Takeoff, Cruise, Landing)
.
“มนุษย์อาจผิดพลาด แต่ดีไซน์ต้องไม่เอื้อให้ผิดพลาดได้ง่าย”
.
เรื่องการออกแบบนี้ เชื่อมโยงกับเรื่องประสาทวิทยาด้วย เพราะ สมองมนุษย์มีจุดอ่อนเรื่อง ‘ข้อมูลมากเกินไป’
.
การออกแบบห้องนักบินจึงต้องเข้าใจกลไกการทำงานของสมอง
.
แดเนียล เลวิติน (Daniel Levitin) นักประสาทวิทยา นักจิตวิทยา และนักเขียนชื่อดัง เขียนหนังสือ The Organized Mind (สมองเป็นระบบ คิดให้ชัดในยุคข้อมูลล้นโลก) อธิบายไว้ว่า
.
“สมองของคนเราสามารถรับข้อมูลได้เพียงแค่ 3 – 4 เรื่องพร้อมกันใน Working Memory (หน่วยความจำช่วงสั้น)”
.
หากเกินกว่านั้นจะเกิด Cognitive Overload
.
เมื่อมีเสียงเตือนดัง ปุ่มกระพริบ แสงไฟโชว์ จอแสดงตัวเลข หรือแม้แต่เสียง ATC ที่สอดแทรกเข้ามา
.
หากไม่มีการจัดเรียงอย่างเป็นระบบ นักบินจะมองเห็นหรือรับฟังได้ทุกอย่าง .. แต่ไม่เข้าใจอะไรเลย
.
โดยสรุป การออกแบบทุกอย่างแลกมากับประสบการณ์จริงมากมายในอดีต
.
บางครั้งเราอาจไม่ทันได้คิดว่า ปุ่มหนึ่งปุ่มจะเปลี่ยนชีวิตได้อย่างไร
.
แต่ในโลกของการบิน ปุ่มที่กดง่ายเกินไป หรือกดยากเกินไป มีค่าเท่ากับ ‘ความเป็นหรือความตายในทันที’
.
ห้องนักบินที่ดีจึงไม่ใช่แค่สวย หรู ไม่ใช่ให้ดูดี
.
แต่ต้อง ลดภาระทางสมอง (Cognitive Load) เพิ่มการแยกแยะ (Discrimination) และวางระบบสำคัญให้อยู่ในจุดที่มือเอื้อมไปถึงได้ง่าย ในวินาทีที่สมองต้องการการประมวลผลที่ถูกต้อง และแม่นยำ
.
นี่คือ Human Factors ในชีวิตจริง
.
การออกแบบที่ไม่มาตรฐาน = ความเสี่ยง
.
ห้องนักบินที่เห็นปุ่มละลานตาเต็มไปหมดนั้น จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ ‘ความตั้งใจ’ ในการปกป้องทุกคน
.
ทุกสวิตช์ ทุกหน้าจอ ทุกคันโยก ออกแบบจากบทเรียนแห่งความผิดพลาดในอดีต เพื่อให้นักบิน ‘ไม่ต้องเสียสมาธิ’ ไปกับสิ่งที่ไม่ควรเสีย
.
และได้ใช้ ‘พลังสมอง’ ไปกับสิ่งที่สำคัญที่สุดตรงหน้าเท่านั้น
….
<หมายเหตุ : บทความนี้ไม่มีเจตนาจะเชื่อมโยงไปยังกรณีอุบัติเหตุใดๆทั้งสิ้น เป็นการสรุปความรู้ทั่วไปทางการบินประกอบข้อคิดเห็นเพียงเท่านั้น>
.

.
อ่านบทความอื่นๆได้ใน Facebook Page : Hovering Inspirations
https://www.facebook.com/profile.php?id=61558412223812&mibextid=ZbWKwL
