Skip to content

โยนิโสมนสิการ กับ การบิน

ระบบการคิดใคร่ครวญอย่างแยบคาย คือ การใช้ความคิดอย่างเป็นระบบ ลึกซึ้ง มีหลัก มีเหตุผล เรื่องแบบนี้ถูกถ่ายทอดกันมามากกว่า 2,500 ปีแล้ว หลายคนเคยได้ยินคำว่า ‘โยนิโสมนสิการ’ แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร
.
จะบอกว่า นี่คือกรอบความคิด (Thinking Framework) ที่ถ้า ICAO ได้มาอ่าน ถ้า EASA ได้มาเจอ อาจตะลึงในความแยบยลของผู้คิด Framework นี้ขึ้นมา
คำว่า ‘โยนิโส’ มาจาก ‘โยนิ’ แปลว่า เหตุ ต้นเค้า หรือ แหล่งเกิด
.
ส่วน ‘มนสิการ’ มาจาก มนสิ หมายถึง การทำในใจ การคิด หริอ การนึก
.
รวมคำแล้วได้คำว่า “โยนิโสมนสิการ” คือ การใช้ความคิดอย่างละเอียด รอบคอบ มีเหตุผล เป็นวิธีที่ ‘ทำภายในใจให้ดี’ หรือ ‘ใคร่ครวญอย่างแยบคาย’
.
ในทางพุทธ เรื่องนี้เทียบเท่ากับ ‘อัปมาท’ หรือ ความไม่ประมาท ซึ่งเป็นต้นธารของกุศลธรรมทั้งปวง
.
ในทางการบิน คำว่า ‘ไม่ประมาท’ เปรียบเสมือนเข็มทิศหลักของนักบินทุกคน เรื่องทักษะการคอนโทรลเครื่องสำคัญก็จริง แต่ไม่ใช่ที่สุด วิธีคิดต่างหากคือที่สุด ซึ่งถ้าใครรู้หลักการคิดที่เฉียบคมและสามารถควบคุมใจได้แม้อยู่ท่ามกลางพายุแห่งความไม่แน่นอน คนๆนั้นย่อมได้เปรียบในทุกสถานการณ์
.
วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการมี 10 ข้อ ต่อไปนี้คือคำอธิบายโดยนำมาประยุกต์ใช้กับศาสตร์ด้านการบินอย่างละเอียด
.
1. คิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย (Root Cause Thinking หรือ Cause Effect Finding / อิทัปปัจจยตา)
.
– ประยุกต์ได้กับเรื่องของ Root Cause Analysis ที่ใช้ในการวิเคราะห์อุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ผิดพลาดที่เกิดขึ้น โดยมองความเชื่อมโยงของเหตุและผลอย่างเป็นระบบ
.
ถ้าเราจะป้องกันอุบัติเหตุ เราต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า “เพราะอะไร มันจึงเกิดขึ้น” การฝึกมอง “ห่วงโซ่ของเหตุผล” ให้เป็นจึงสำคัญมาก .. ไม่ใช่มองไปแค่ที่ปลายเหตุเพียงอย่างเดียว
.
รายงานการบินของ NTSB (National Transportation Safety Board) เรามักจะเห็นเสมอว่า อุบัติเหตุไม่ได้เกิดขึ้นมาจากสาเหตุเดียว แต่มักเป็น ‘ห่วงโซ่ของเหตุปัจจัย’ (Chain of Causation) ซึ่งโยนิโสมนสิการข้อนี้คือหัวใจของการทำ Safety Investigation
.
นักบินที่ฝึกคิดแบบโยนิโสฯ จะย้อนถามตัวเองเสมอว่า
.
“เหตุแห่งเหตุ คืออะไร?” “อะไรที่เรามองข้ามไปหรือไม่?”
.
2. คิดแบบแยกส่วน (Analysis)
.
การแก้ปัญหาต่างๆ คือการรู้จักแยกย่อยสิ่งต่างๆให้เป็นก่อน แล้วค่อยนำมารวมกันใหม่ ยกตัวอย่างเช่น การเรียนรู้ระบบของเฮลิคอปเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น ระบบไฮดรอลิก ระบบไฟฟ้า ระบบขับเคลื่อน และอื่นๆ นักบินต้อง “แยก” เพื่อ “เข้าใจ” และเมื่อเข้าใจจึงจะนำมาประกอบภาพเป็นองค์รวมได้
.
จิตวิทยาการเรียนรู้เรียกสิ่งนี้ว่า Cognitive Load Theory คนเราจดจำสิ่งที่ ‘แบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ’ ได้ดีกว่าสิ่งที่ใหญ่มากเกินจะกลืนในคำๆเดียว
.
นักบินที่อ่านระบบเครื่องบินแล้วเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง เมื่อเจอไฟเตือนบางอย่างในห้องนักบิน ก็รู้แล้วว่ามีระบบย่อยตรงไหนที่ขัดข้อง เพราะเห็นภาพอยู่ในหัว เห็นระบบยิบย่อยที่เรียงร้อยรวมกันเป็นภาพใหญ่
.
โยนิโสฯ ข้อนี้จึงสอนให้ฝึกแยกแยะ เพื่อให้เข้าใจเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้ง
.
3. คิดแบบสามัญญลักษณะ (ไตรลักษณ์) (The Three Characteristics)
.
– เทียบเท่ากับเรื่องของ Cognitive Flexibility
.
ช่วยให้นักบินยอมรับกับความไม่แน่นอน ไม่ติดกับรูปแบบเดิมๆ พร้อมปรับตัวกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง
.
เครื่องบินไม่แน่นอน ชีวิตก็เช่นกัน ไม่มีเที่ยวบินใดที่ ‘เหมือนกันทุกครั้ง’ แม้จะเป็นเส้นทางเดิม ทุกครั้งลมก็ต่างกัน น้ำหนักเครื่องก็ต่างกัน ความกดอากาศต่างกัน เช่นเดียวกับชีวิตที่ไม่มีอะไรแน่นอน (ไม่เที่ยง = อนิจจัง)
.
นักบินที่เข้าใจไตรลักษณ์จะมี ‘ภาวะยืดหยุ่นสูง’ (Cognitive Flexibility)
.
พอผิดแผน จะไม่โวยวาย ไม่รนราน แต่สามารถปรับตัวได้อย่างสงบ และคิดวิเคราะห์ต่อได้อย่างเฉียบคม
.
4. คิดแบบอริยสัจ 4 (Problem Solving / The Four Noble Truths)
.
ประยุกต์ใช้ได้กับทักษะด้านการแก้ไขปัญหาของนักบิน (Problem Solving) หรือแม้แต่การหารากเหง้าของปัญหาต่างๆในองค์กร ระบบคิดแบบอริยสัจ 4 นี้ เมื่อวิเคราะห์แล้วจะเห็นว่าแยบยลมาก ระบบออกแบบมาเพื่อหาสาเหตุของปัญหา ตามด้วยวิธีแก้ปัญหา ในอันที่จะดับปัญหานั้นไม่ให้เกิดขึ้นอีก
.
ปัญหาทุกอย่างมีทั้ง ‘ทุกข์’ และ ‘ทางออก’
.
ยกตัวอย่าง กรณีนักบินเหนื่อยล้า ขาดแรงจูงใจ อาจไม่ใช่เพราะเขาขี้เกียจ แต่อาจเพราะเขาได้เผชิญกับทุกข์ เช่น การทำงานเกินเวลา ขาดการพักผ่อน หรือได้รับการประเมินอย่างไม่เป็นธรรม
.
สมมติ ทุกข์ คือ Fatigue ..
.
โยนิโสฯ ข้อนี้จึงสอนให้มองว่า
.
– ทุกข์คืออะไร => เกิดความเหนื่อยล้า หรือ Fatigue
– สมุทัยคืออะไร => เหตุเพราะไม่มีระบบจัดตารางบินที่ดี เพราะการจัดการขององค์กรห่วย (Scheduling, Management)
– นิโรธคืออะไร => การดับ Fatigue คือ ดับความเหนื่อยล้า ไม่ให้เกิดขึ้นได้อีกเลย
– มรรคคืออะไร => วางแนวทางด้วย FRMS – Fatigue Risk Management System หรือการสร้างระบบสนับสนุนที่ยั่งยืน เพื่อป้องกันเชิงรุกให้ให้เกิดภาวะเหนื่อยล้าในการทำงาน
.
5. คิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ (Objective–Method Fit)
.
อรรถ = เป้าหมาย, ธรรม = วิธีการ
.
หลักการสำหรับข้อนี้คือ ต้องพิจารณาว่าวิธีการที่ใช้อยู่ นำไปสู่เป้าหมายได้จริงไหม
(เป้าหมาย และ วิธีการ ต้องไปด้วยกัน)
.
เทียบเคียงได้กับเรื่อง SOP Compliance และ Safety vs Efficiency
.
พึงคิดอยู่เสมอว่า วิธีที่ใช้อยู่นั้น ‘สอดคล้อง’ กับเป้าหมายหรือไม่ เช่น ต้องการบินให้เร็วขึ้นเพื่อให้ทันเวลา แต่เสี่ยงต่อความปลอดภัยกับสภาพอากาศที่เผชิญอยู่หรือไม่ เพราะจริงๆแล้วเป้าหมายสูงสุดของการบินก็คือ ‘ความปลอดภัย’
.
หรือในด้านการบริหารก็เช่นกัน เป้าหมายองค์กรต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรม (Culture) มิใช่ ‘พยายามเอา Safety มาเป็นจุดขาย’ แต่กลับกดดันผู้ปฏิบัติงานอย่างเนียนๆ เช่น สร้างภาระงานที่หนักให้กับคนทำงานที่มีน้อยเกินไป สุดท้ายกลายเป็น Safety แบบปลอมๆ
.
6. คิดแบบคุณ -โทษ และทางออก (Risk–Benefit Analysis)
.
ประยุกต์ใช้ได้กับเรื่อง Decision-Making in Dynamic Flight Conditions
.
ใช้เปรียบเทียบทางเลือกในสถานการณ์จริง เพราะไม่มีอะไร ‘ดีที่สุด’ หรือ ‘แย่ที่สุด’ อยู่ที่ว่าใช้เมื่อไหร่ และ อย่างไร
.
ยกตัวอย่างเช่นการใช้ระบบบินอัตโนมัติ (Autopilot) ซึ่งช่วยลดภาระงานของนักบินได้อย่างมาก แต่ในบางครั้งหากบินเข้าสภาพอากาศที่รุนแรง นักบินก็อาจจำเป็นต้องลดระดับของระบบอัตโนมัติลงมา เพราะบางครั้งการบินด้วยมือ สามารถตอบสนองอะไรหลายอย่างได้ทันท่วงทีกว่า
.
โยนิโสฯ ข้อนี้สอนว่า – อย่ามองอะไรแบบสุดโต่ง จงหาทางใช้จุดแข็งมาหักล้างจุดอ่อน
.
7. คิดแบบคุณค่าแท้ – เทียม (Real vs Unreal Value)
.
นำมาใช้ได้กับเรื่อง Professional Ethics และ Growth Mindset vs Ego คือการแยกเปลือกกับแก่นในวิชาชีพ
.
ตั้งคำถามกับตัวเองว่า จะเครื่องแบบก็ดี (Uniform) ยศก็ดี (Rank) หรือ เจตคติก็ดี (Attitude) อะไรกันแน่ ที่เป็นแก่นแท้ของการเป็นนักบินมืออาชีพ ?
บางคนหลงในเปลือก ชื่อเสียง, ใบอนุญาต, ตำแหน่ง
.
แต่โยนิโสฯ บอกให้แยกว่า คุณค่าแท้ (Real Value) คือ ความรับผิดชอบต่อชีวิตผู้อื่น คือความเป็นมืออาชีพในทุกเที่ยวบิน
.
การฝึกให้ศิษย์การบินรู้คุณค่าแท้ตั้งแต่เริ่มต้น จะทำให้เขาไม่เป็นเพียงนักบินมืออาชีพแค่เฉพาะตอนสอบ แต่ต้องเป็นมืออาชีพตลอดทุกเที่ยวบิน
.
8. คิดแบบเร้าคุณธรรม (Virtue & Creative Thinking)
.
นำไปใช้ได้กับ Leadership in CRM และเรื่อง Constructive Feedback (การให้ฟีดแบ็กที่สร้างสรรค์) เป็นเรื่องของการคิดเชิงบวกและความคิดเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งจำเป็นมากสำหรับผู้ที่จะไป ‘นำคน’ ในห้องเล็กๆบนท้องฟ้า
.
การคิดแบบเร้าคุณธรรม เป็นการคิดที่ส่งเสริมคุณธรรมในใจ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ไม่ใช่แค่คิดอย่างมีเหตุผล แต่ต้องคิดอย่างมีเมตตา คิดสร้างสรรค์ และคิดเพื่อพัฒนา
.
– เห็นข้อผิดพลาด ไม่ตำหนิ แต่เสนอทางออก
– เห็นโอกาส ก็ชวนผู้อื่นให้เติบโตไปด้วยกัน
.
ดูเหมือนข้อนี้จะถูกออกแบบมาสำหรับคนที่เป็นกัปตัน หรือเป็นครูการบิน หรือเหล่าผู้ตรวจสอบ ใช้ในบริบทของการสร้างแรงบันดาลใจ เช่น ครูการบินต้องสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ไม่แค่ชี้แต่ข้อผิดพลาดเพียงอย่างเดียว ..ผู้นำที่ดีนั้นจะต้อง
.
– คิดเพื่อช่วยพัฒนาผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตำหนิหรือควบคุม
– ใช้สถานการณ์ต่างๆ สร้างแรงบันดาลใจ มากกว่าใช้ความกลัวในการข่มผู้อื่น
– สื่อสารด้วยจิตเมตตา ไม่ใช่อัตตา
– เสนอทางเลือกที่สร้างสรรค์ เพื่อเติบโต
.
9. คิดแบบอยู่กับปัจจุบัน (Present-Moment Awareness)
.
เทียบได้กับเรื่องการตระหนักรู้ทางการบินหรือ Situational Awareness และเรื่องของ Mindfulness
.
นักบินที่ดีไม่ได้มองแค่ข้างหน้า แต่ต้อง ‘รู้ตัว’ อยู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น สติของนักบิน อยู่ที่ไหน ใจอยู่ที่นั่น
.
ข้อนี้เป็นหัวใจของการประเมินสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เช่น การรู้ว่าในห้วงอากาศที่เราบินอยู่มีเครื่องไหนอยู่ตรงไหนบ้าง รู้ว่าเราผ่านอะไรมาและจะไปไหน รู้ว่าอยู่ในเฟสไหนแล้ว หรือแม้แต่การสัมผัสได้ถึงแรงสั่นที่ผิดปกติขณะบิน
.
โยนิโสฯ ข้อนี้คือ ‘สติ + สัมปชัญญะ ของนักบิน’ ซึ่งไม่ใช่แค่กับตัวเราเอง แต่มันมีผลกับทุกลมหายใจที่โดยสารไปกับเรา
.
10. คิดแบบวิภัชชวาที (Well-Rounded Thinking / Non-Generalization)
.
เทียบได้กับเรื่อง Non-Biased Safety Reporting
.
เพราะหนึ่งความจริง ไม่เท่ากับ หนึ่งมุมมอง เสมอไป
.
โยนิโสฯ ข้อนี้คือการ แยกแยะโดยไม่ด่วนสรุป เป็นทักษะสำคัญของแทบทุกตำแหน่งงาน เช่น Safety Manager ครูการบิน กัปตัน ผู้ช่วยนักบิน และตำแหน่งอื่นๆ
.
ยกตัวอย่างเช่น หากเกิดเหตุการณ์ Hard Landing ขึ้นมา .. ก่อนตัดสินอะไรไป ต้องพิจารณาในหลายมิติ ทั้งลม น้ำหนัก วิทยุ ภาระงานของนักบิน อย่าเพิ่งเหมารวมว่า “นักบินคนนี้ไม่มีเซนส์” เพียงเพราะเขาพลาดแค่ไฟลต์เดียว
.
เพราะความจริงมีหลากหลาย และทุกๆข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น มันจะไม่ขัดกันเองอย่างแน่นอน
.
โยนิโสฯ ข้อนี้มีหลักคิดว่า ถ้าเจอหลักฐานใดขัดแย้งกัน ต้องค้นหาความจริงให้ลึกขึ้นกว่าเดิม
.
….
.
จะเห็นได้ว่า แก่นแท้ของโยนิโสมนสิการนั้น มีประโยชน์หลายอย่างมาก แถมนำไปปรับใช้ได้ทุกวงการ เช่น
.
– ช่วยพัฒนาระบบการคิดด้วยปัญญา
– ทำให้คนไม่ตัดสินกันด้วยอารมณ์หรือความเชื่อเพียงอย่างเดียว
– เป็นทักษะทางจิตใจที่ช่วยให้เราเข้าใจปัญหา มองเห็นความจริง และหาทางออกได้อย่างมีเมตตา
.
ตัวอย่างการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
.
– ครูใช้สอนเด็กให้คิดอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่คิดเพียงผิวเผิน
– นักบินใช้วิเคราะห์เหตุ วิเคราะห์ผลก่อนตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ
– ผู้นำองค์กรใช้ประเมินวิธีการดำเนินงานว่าตรงเป้าหมายหรือไม่
– นักเรียนใช้ฝึกสติ และพิจารณาความเป็นจริงของสถานการณ์รอบตัว
.
….
.
โดยสรุป โยนิโสมนสิการ 10 แบบ เป็นเสมือน เครื่องมือคิด ที่ช่วยให้เรามองโลกได้ลึกกว่าเดิม เห็นทั้งองค์ประกอบ ความสัมพันธ์ และคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในสิ่งต่างๆ
.
เป็นแนวทางที่ไม่เพียงแต่ช่วยในการแก้ปัญหา แต่ยังช่วย เปลี่ยนวิธีคิด เพื่อให้เติบโตทั้งทางปัญญาและคุณธรรมในระยะยาว
.
ไม่บอกตั้งแต่ต้นคงไม่เชื่อว่า การฝึกคิด ใคร่ครวญอย่างแยบคายทั้ง 10 วิธีนี้ มีผู้คิดค้นมากนานแล้วมากกว่า 2,500 ปี เป็นกรอบความคิด (Thinking Framework) ที่ดีมาก .. ไม่เชื่อต้องลองนำไปใช้เองดู
.
แล้วจะรู้ว่า ธรรมะนั้นบินได้จริง ..
.
เรื่องของการพัฒนาคนในวงการบินนี้ นับวันยิ่งเชื่อมโยงกับหลักธรรมมากขึ้นไปทุกที
.
.

อ่านบทความอื่นๆได้ใน Facebook Page : Hovering Inspirations 👇

https://www.facebook.com/profile.php?id=61558412223812&mibextid=ZbWKwL

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *