Skip to content

งานที่ผมคลั่งไคล้มากที่สุดในชีวิตก็คงจะเป็น ‘งานเขียน’

หลายคนสงสัย ผมเอาอะไรมาเขียนได้เยอะแยะทุกวัน และไปเอาเวลาที่ไหนมาเขียน
.
อันที่จริง ผมอยากให้วันนึงมีสัก 48 ชั่วโมงด้วยซ้ำ เพราะบางที ห้วงยามที่เราเข้าสู่ภาวะ FLOW เวลามันไหลไปเรื่อยโดยไม่รู้ตัว โดยในเฉพาะวันหยุด .. วันที่เราไม่ต้องอยู่ตามกรอบของที่ทำงาน กรอบที่ถูกขีดเส้นเวลาเอาไว้ให้เรา ตั้งแต่เวลาเริ่มงาน จนถึงเวลาเลิกงาน
.
โลกของผมหลุดเข้าไปในวังวนของกองหนังสือตั้งแต่วัยเด็ก จำได้ลางๆก็ตอนที่เริ่มอ่านออกเขียนได้ สมัยเรียนชั้นประถม
.
โชคดีที่บ้านอยู่ใกล้ห้องสมุดประชาชน อยู่ในระยะเดินเท้าที่ไม่ต้องง้อมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไม่ต้องปั่นจักรยานไป แค่เดินไป แป๊บเดียวก็ถึง
.
สมัยนั้น ห้องสมุดเหมือนสวรรค์ .. มันเปิดโลกให้กับผมมาก ผมหมกตัวอยู่ในนั้นทั้งวัน ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ โดยเฉพาะช่วงปิดเทอม ขลุกอยู่กับกลิ่นหนังสือ
เก่าๆ นานเท่านานจนลืมเวลา ในตอนนั้นผมจมดิ่งเข้าสู่ภาวะ FLOW โดยไม่รู้ตัว ในห้องสมุดกับวันหยุดนั้น ไม่มีกรอบเวลาใดๆมากำหนดกฎเกณฑ์เรา .. โลกของผมเป็นอิสระอยู่ท่ามกลางกองหนังสือเหล่านั้น
.
ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น สารคดี วิทยาศาสตร์ การ์ตูน สมุดภาพ และหนังสืออีกหลากหลายแนว อบอวลไปด้วยคลังคำศัพท์ รูปประโยค และความรู้ของศาสตร์ทุกแขนง ถูกสะสมเข้าสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ประทับรอยลึกลงไปเรื่อยๆอย่างเมามัน
.
กระทั่งวันที่เติบโตขึ้น ช่วงเวลาที่ชีวิตได้รับการฝึกฝนโหดที่สุด คือช่วงที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนนายเรือ แหล่งผลิตสุภาพบุรุษชุดขาว ฉากหน้าที่หลายคนมองว่าเนี้ยบนั้น มีเบื้องหลังที่โชกไปด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา
.
นักเรียนนายเรือทุกคนจะได้รับแจกสมุดเล่มหนึ่ง สมุดที่ชื่อว่า ‘สมุดจดหมายเหตุ’ เวลาออกเรือ ในแต่ละวันที่ผ่านไป อะไรผ่านเข้ามาบ้าง ความรู้อะไรที่ได้เรียนมาบ้าง พวกเราต้องบันทึกลงสมุดเล่มนี้ทุกวัน
.
สไตล์การเขียนของผมนั้น มักถูกตำหนิอยู่บ่อยๆจากนายทหารฝึกที่ตรวจสมุดจดหมายเหตุ เขาบอกผมว่า ควรเขียนความรู้ที่ได้เรียนมาในแต่ละวัน .. มากกว่าการบรรยายเชิงพรรณนาโวหาร
.
ผมพยายามปรับปรุงการเขียน สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เวลาจรดปากกาลงกระดาษทีไร คลังคำศัพท์ กับสำนวนถ้อยคำที่ประทับอยู่ในสมองส่วนลึกนั้นชอบทะลักล้นออกมาทุกที เขียนหนังสือทีไร ก็ชอบใส่สำบัดสำนวน หลายครั้ง ใส่อารมณ์ความรู้สึกเข้าไปอีก ไม่แปลกที่ถูกตำหนิอยู่บ่อยๆ
.
พอเขียนข้อมูลความรู้อะไรลงไป ไอเดียต่างๆก็มักผุดขึ้นมาเอง เอามาเชื่อมโยงกันได้เฉยเลย พอเขียนเสร็จแล้วย้อนกลับมาอ่านสิ่งที่ตัวเองเขียน มันก็รู้สึกเพลิน เพราะความรู้ไม่จำเป็นต้องถ่ายทอดกันแบบเส้นตรงที่อยู่ในกรอบ ผมกลับมองว่างานเขียนก็คือศิลปะแขนงหนึ่ง
.
ย้อนกลับไปที่คำถามต้นว่า ผมเอาอะไรมาเขียนได้เยอะแยะทุกวัน และไปเอาเวลาที่ไหนมาเขียน .. คำตอบก็คงจะเป็น การเป็นนักอ่านที่บ้าคลั่ง ขลุกอยู่ในกองหนังสือมาก่อน อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า ก็เลยมีคลังคำศัพท์ในหัวเยอะหน่อย มีรูปประโยค มีเรื่องเล่าผ่านตัวอักษรที่เต้นระบำได้
.
บวกกับนิสัยที่ถูกฝึกมาให้จดบันทึกทุกวัน โดยเฉพาะช่วงยามที่ออกทะเล .. สมัยออกเรือ ใครไม่ส่งสมุดจดหมายเหตุให้นายทหารตรวจ รับรองว่าอยู่เรือไม่สนุกแน่ คำว่า ‘ทะเลโหด’ คือเรื่องจริง ผ่านชีวิตช่วงนั้นมาได้ คือความภาคภูมิใจที่สุดของลูกผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่ง
.
แล้วเอาเวลาที่ไหนมาเขียน .. อันที่จริง ผมแบ่งเวลาตามสูตร 8:8:8 อยู่แล้ว หมายความว่าในหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง ก็แบ่งเป็น นอนแปด ทำงานแปด ก็จะเหลือเวลาอีกตั้งแปดชั่วโมง
.
แต่ชีวิตคนเรามันไม่เป๊ะขนาดนั้นหรอก แปดชั่วโมงที่ไม่ใช่เวลานอนกับทำงาน ผมเองก็ใช้ไปกับกิจกรรมหลายอย่างมาก ไม่ต่างกับใครหลายๆคน เช่น ขับรถไป-กลับที่ทำงาน รับ-ส่งลูกไปโรงเรียน
.
แม้แต่เวลานอนก็ไม่สามารถทำได้ตามสูตร บางครั้งข่มตาหลับลงยาก เพราะมัวแต่หมกมุ่นกับงานประจำมากไป เผลอเอาเรื่องของที่ทำงานมาเปอะเปื้อนสมอง กว่าจะสลัดออกได้ เวลานอนก็หดลงไป ทำให้สูตรผิดเพี้ยนไปหมด
.
แต่ด้วยความคลั่งไคล้ในการจดบันทึก สมองก็มักจะผลิตคำต่างๆออกมาอยู่เรื่อย ทำให้อดไม่ได้ที่จะจดคำสั้นๆลงในสมุดโน๊ตส่วนตัว (ในโทรศัพท์) จากเรื่องรอบตัวที่พบเจอระหว่างวัน เช่น หัวข้อที่บรีฟนักเรียน ฝนตกทำให้บินไม่ได้ กฎการบินที่เปลี่ยนไป การประชุมในที่ทำงาน เรื่องคอร์รัปชันที่ได้ยินมา ลากยาวไปจนถึง บางท่อนบางคำของเพลงที่ฟังขณะขับรถ
.
จดเป็นหัวข้อเล็กๆแล้วเอามาขยายเป็นเรื่องราวได้หนึ่งบทความ บางครั้งอ่านตำราการบินแล้วเจอเรื่องน่าสนใจก็เอามาสรุปให้ตัวเองอ่านรอบนึง แล้วก็เรียบเรียงเป็นบทความ เขียนพรรณนาโวหารแทรกไปบ้าง เพราะไม่อยากให้เนื้อหาเชิงวิชาการกลายเป็นยาขมเสมอไป
.
อยากให้รสชาติของเนื้อหานั้นจับต้องได้ เขียนแบบนี้ทีไร ก็นึกถึงตอนโดนตำหนิสมัยเขียนจดหมายเหตุทุกที
.
เพราะงี้ ถึงได้หยุดเขียนไม่ได้ เพราะสมองคอยจะเคาะแป้นพิมพ์ตลอดเวลา กลายเป็นสารเสพติดที่ขาดไม่ได้ พอเขียนหนักขึ้น มันก็ FLOW ขึ้นไปเอง ..
ของแบบนี้ น่าจะเป็นส่วนผสมของ
.
เสบียงเก่า (ความเป็นนักอ่าน) + พรแสวง (ฝึกเขียนทุกวัน) + ใจรัก + วินัย
.
ใครเป็นนักอ่าน แล้วอ่านมาถึงบรรทัดนี้ได้ ก็หยิบเอาส่วนผสมของผมไปใช้ได้เลย .. เอาไปต้มยำทำแกงอะไรก็ได้ ส่วนผสมนี้เอาไปใช้กับเรื่องอื่นๆได้อีกมายมาย ..
.
มันอยู่ที่ว่า .. เราถนัดเรื่องอะไร
.

อ่านบทความอื่นๆได้ใน Facebook Page : Hovering Inspirations 👇

https://www.facebook.com/profile.php?id=61558412223812&mibextid=ZbWKwL

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *