Skip to content

เรื่องคอร์รัปชันในวงการบิน

เมื่อความปลอดภัยไปไม่ถึงจุดหมาย มันติดอยู่ที่อะไรบางอย่าง .. บางอย่างที่หลายคนเลือกที่จะเงียบ
.
เรื่องของอะไหล่ งานซ่อมบำรุงอากาศยาน กับงบประมาณที่ได้รับ เหมือนขนมหวานที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง ขนมมันอร่อย แบ่งกันกินหลายชั้น .. กลายเป็นวัฒนธรรมที่ยากจะเปลี่ยน
.
ในโลกของการบิน นักบินก็ดี ช่างซ่อมบำรุงก็ดี พวกเราขายแรงงาน
.
เราขาย ทักษะ เราขายฝีมือ
.
เราขายมาตรฐาน เราขายความปลอดภัย
.
ในขณะที่ต้นทุนของพวกเรามีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความรู้ เงินเก็บสะสมที่เอามาซื้อคอร์สฝึกอบรมต่างๆ เอามาจ่ายค่าสอบเพื่อสอบให้ผ่าน เพื่อให้ได้มีใบอนุญาต เอาไปทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว
.
ในขณะที่ ยังมีต้นทุนอีกตัวหนึ่ง ที่พวกเราไม่ได้รู้ ไม่ได้เห็น แต่เราต้องใช้มัน .. ต้นทุนของการซื้ออะไหล่มาซ่อมเครื่อง ต้นทุนของการซ่อมบำรุงอากาศยาน .. เพราะพวกเรา อยู่ในระดับผู้ใช้ ไม่ใช่ส่วนสนับสนุน ไม่ใช่กลุ่มบริหารจัดการ
.
บางอย่างที่ไม่มีอยู่ในคู่มือ และไม่มีบันทึกในปูมอากาศยาน
.
นั่นคือ .. งบอะไหล่ที่หายไป
.
ระบบซ่อมบำรุงที่เต็มไปด้วย ‘ตัวกลาง’
.
เอกสารที่บอกว่าอะไหล่พร้อม แต่สิ่งที่พร้อมนั้นไม่รู้ว่าของจริงหรือของปลอม แถมบางครั้งพร้อมแค่บนกระดาษ แต่มันไม่เคยส่งมาถึงมือช่างจริงๆ
.
อะไหล่ไม่ได้หายไปจากคลัง แต่มันหายไปจากความรับผิดชอบ จากจิตสำนึก จากมโนธรรม นี่คือเรื่องของจริยธรรมการทำงาน
.
ปี 2023 บริษัท AOG Technics ในอังกฤษ ถูกสอบสวนว่า มีการจำหน่ายอะไหล่พร้อมเอกสารปลอมสำหรับเครื่องยนต์ CFM56 และ CF6 ทั่วโลก อะไหล่เหล่านี้ไม่มีแหล่งผลิตที่ชัดเจน
.
และที่สำคัญ ไม่ผ่านการรับรองใดๆ
.
สายการบินทั่วโลกต้องเรียกเครื่องกลับมาตรวจสอบ และหลายองค์กรยอมรับว่า
.
“เราไม่รู้ว่า มันถูกใส่เข้าไปตอนไหน .. และถูกติดตั้งกับเครื่องไหนบ้าง”
.
ในอีกซีกโลก .. ช่วงปี 2015 – 2020 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) รายงานว่า บริษัท AAR Corp. จ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐในเนปาลและแอฟริกาใต้ เพื่อแลกกับการชนะการจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องการจัดหาอะไหล่และการซ่อมบำรุงอากาศยานให้กับสายการบินของรัฐ ผลคือ บริษัทต้องจ่ายเงินค่าปรับมากกว่า 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะระบบที่ควรจะโปร่งใส กลับกลายเป็นวงจรแห่งผลประโยชน์ที่เน่าเฟะ
.
เมื่อวัฒนธรรม ‘การยอมรับความผิดปกติ’ กลายเป็น ‘เรื่องปกติ’
.
ศาสตราจารย์ เจมส์ รีซัน (James Reason) เคยกล่าวไว้ว่า
.
“อุบัติเหตุร้ายแรง มักไม่ใช่ผลจากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว แต่มันคือผลสะสมจากความผิดปกติเล็กๆ ที่ถูกละเลยมานาน”
.
เขานำเสนอโมเดลวัฒนธรรมความปลอดภัย 5 ระดับ เพื่อวัดว่าองค์กรไหนอยู่ในระดับใด
.
องค์กรด้านการบินทุกแห่ง ล้วนอยู่ในระดับใดระดับหนึ่งของ ‘วัฒนธรรมความปลอดภัย’ ดังต่อไปนี้
.
ระดับที่ 1 Pathological – ไม่สนใจความปลอดภัย สนใจแค่ไม่ให้โดนจับผิด / “ยังไม่ตายก็แปลว่าใช้ได้”
ระดับที่ 2 Reactive – สนใจเมื่อเกิดเรื่อง เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น / “ครั้งหน้าเราจะไม่พลาดอีก”
ระดับที่ 3 Calculative – วางระบบเชิงตัวเลข มีคู่มือหลอกๆ แต่ยังไม่ฝังอยู่ในพฤติกรรมจริง / “เรามีระบบทุกอย่างในกระดาษ”
ระดับที่ 4 Proactive – คาดการณ์ก่อนปัญหา เริ่มคิดป้องกันล่วงหน้า / “เราตรวจเจอก่อนจะสายเกินไป”
ระดับที่ 5 Generative – ความปลอดภัยเป็นวัฒนธรรมร่วมที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอ / “ทุกคนคือเจ้าของความปลอดภัย”
….
แต่ในหลายกรณีที่เราเห็น ทั้งอะไหล่ปลอม ทั้งสินบน และเอกสารปลอม สิ่งที่เกิดขึ้นบอกให้เรารู้ว่า
.
หลายองค์กรยังติดอยู่ในระดับ Pathological คือ ไม่สนใจ จนกว่าจะเกิดเรื่อง
.
ถึงเวลาตั้งคำถามรึยังว่า
.
‘ระบบราชการแบบลำดับชั้น’ อาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
.
ในบางประเทศ งบประมาณสำหรับการซ่อมบำรุงไม่ได้ถูกใช้ตรงจุดที่ควรจะเป็น แต่กระจายไปตามระบบลำดับชั้น และต้องถูกพิจารณายาวเป็นหางว่าว
จากหัวหน้าองค์กร => รองหัวหน้า => หัวหน้าช่าง => เจ้าหน้าที่จัดซื้อ => คนจัดสรรงบประมาณ => คนทำเอกสารและติดต่อหาพ่อค้าคนกลาง => ฯลฯ
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงคือ
.
– ช่างไม่มีอะไหล่แท้ที่ใช้งานได้จริง ได้อะไหล่มาซ่อมช้า เพราะระบบจัดหาที่ซับซ้อน
– นักบินต้องบินด้วยความไม่มั่นใจ
– องค์กรพึ่งพาการซ่อมแบบชั่วคราว ไม่เสริมสร้างให้ช่างได้ซ่อมเองจริงๆจังๆ
.
ซ้ำร้ายคือ ไม่มีใครพูดอะไร เพราะ ‘มันเป็นแบบนี้มานานแล้ว’
.
แล้วจะวัดกันอย่างไรว่าวัฒนธรรมองค์กรของเรานั้นเป็นแบบไหน ?
.
Eurocontrol หน่วยงานควบคุมการบินของยุโรป
.
เริ่มโครงการ Safety Culture Programme มาตั้งแต่ปี 2003 สำรวจพนักงานกว่า 20,000 คน
.
และใช้เทคนิคจำลองที่เรียกว่า Agent-Based Modeling เพื่อศึกษาว่า ‘พฤติกรรมของคนไม่กี่คน’ สามารถเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของทั้งองค์กรได้หรือไม่
คำตอบคือ
.
ถ้ามีเพียง 15 – 20% ของบุคลากรที่กล้าพูดความจริง และผู้บริหารรับฟังอย่างจริงจัง วัฒนธรรมองค์กรจะเริ่มขยับไปในทิศทางที่ดีขึ้น
.
เปรียบเทียบให้เห็นภาพกรณี องค์กร A กับ องค์กร B ใน 4 มิติดังนี้
.
มิติที่ 1 การรายงานปัญหา
.
องค์กร A (Pathological) บอกว่า “อย่าพูด เดี๋ยวโดนเล่นกลับ”
องค์กร B (Generative) บอกว่า “พูดได้เสมอ และได้รับการสนับสนุนแน่นอน”
.
มิติที่ 2 การจัดซื้ออะไหล่
.
องค์กร A (Pathological) ต้องผ่านอย่างน้อย 4 ชั้นของผู้อนุมัติ เอาให้ถูกต้องตามระเบียบ (เพราะระเบียบยิ่งเยอะ ยิ่งหาช่องทางในการโกงได้มาก)
องค์กร B (Generative) พิจารณาคุณภาพและความเร่งด่วนเป็นสำคัญ ซื้อตรงไม่ผ่านคนกลาง พนักงานที่ทำมีความเป็นมืออาชีพ
.
มิติที่ 3 การซ่อมบำรุงตามคู่มือ
.
องค์กร A (Pathological) ไม่สนคู่มือที่อัปเดต เพราะไม่มีงบที่จะซื้อการอัปเดต (จริงๆงบมีเยอะ แต่ทุ่มงบไปที่อื่นแทน)
องค์กร B (Generative) ให้ความสำคัญกับคู่มือที่อัปเดตมากๆ ไม่เกี่ยงที่จะซื้ออะไรก็ตามที่ต้องปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา
.
มิติที่ 4 การประเมินความเสี่ยง
.
องค์กร A (Pathological) – ไม่มี หรือมีแบบสร้างภาพไปงั้นๆ
องค์กร B (Generative) – วิเคราะห์เป็นระบบ ทบทวน และป้องกันเชิงรุกเสมอ
….
ความปลอดภัยไม่ใช่แค่เรื่องของคนที่ต้องทำงานอยู่บนเครื่องบินเพียงกลุ่มเดียว แต่มันคือเรื่องของ ‘ระบบทั้งระบบที่เรายืนอยู่’
.
ความเสียหายจากอะไหล่ปลอม จากทักษะที่มีไม่ถึงเพราะขาดการสนับสนุน จากคู่มือที่ไม่อัปเดต มันไม่ได้เริ่มขึ้นจากวันที่ของมันพัง แต่มันเริ่มจากระบบ มันมาจากลายเซ็นอนุมัติของใครหลายคน มาจากห้องประชุมงบประมาณที่ไม่มีใครเคยลงพื้นที่จริง แล้วไม่รู้จริงว่าอะไรควรทุ่มเทขนาดไหน
.
มันมาจาก ‘การคอร์รัปชัน’ ขนมหวานที่หลายคนผลัดกันชิม
.
แล้วผลักภาระไปให้คนหน้างานตัวกะจิริด ที่ส่งเสียง ‘เอ๊ะ’ หน่อยเดียวก็ถูกเพ่งเล็งแล้ว สักพักก็คงถูกกำจัดไป เพราะมันไปขัดแข้งขัดขาใครต่อใครหลายคน ในอีกหลายระดับชั้น
.
แรงงานอย่างพวกเราที่ขายฝีมือ ขายมาตรฐาน และอยากขายความปลอดภัยให้ แต่เรากลับไม่มั่นใจในต้นทุนแฝงที่มาในคราบของการคอร์รัปชัน
.
ต่อให้สอนเรื่อง Just Culture ไปอีกหนึ่งร้อยปี แต่ถ้าระบบยังเลือกที่จะกินขนมหวานกันต่อไป ยังไง Just Culture ก็ไม่มีทางเกิด .. เพราะงี้ นักบินและช่างหลายคนถึงเลือกที่จะโดดหนีจากองค์กรที่ยังมีวัฒนธรรมในระดับ Pathological ออกไปหาที่ใหม่
.
ที่ๆฟังเสียงสะท้อนของพวกเขา ที่ๆยอมซื้อฝีมือ ยอมจ่ายราคาของคำว่ามาตรฐาน และทุ่มไม่อั้นที่จะซื้อความปลอดภัยในราคาที่สูงกว่า
.
ที่ๆมีวัฒนธรรมในระดับ Generative นั้น เขาซื้อได้ เขามีทุนหนา เพราะไม่ต้องไปแบ่งขนมหวานกับใคร ไม่ต้องมีตัวกลางอะไรมาเพิ่มต้นทุน
.
.

อ่านบทความอื่นๆได้ใน Facebook Page : Hovering Inspirations 👇

https://www.facebook.com/profile.php?id=61558412223812&mibextid=ZbWKwL

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *