เพราะไม่รู้ .. เราจึงอาจเลือกสิ่งที่เสี่ยงกว่า
.
Ambiguity Effect คืออคติทางความคิดประเภทหนึ่งที่ทำให้เราหลีกเลี่ยงทางเลือกที่ไม่รู้แน่ชัด .. แม้มันอาจเป็นทางที่ดีกว่า
.
สมองเราชอบเลือกสิ่งที่คุ้นเคย .. แม้มันอันตราย
.
ดีกว่าเลือกสิ่งที่ไม่รู้ .. แม้มันอาจปลอดภัยกว่า
.
เคยไหม ..
.
เวลาเราซื้อของ มักเลือกแบรนด์ที่คุ้นเคย แม้ว่าจะมีแบรนด์ใหม่ที่คุณภาพดีกว่าและถูกกว่า
.
เพียงเพราะเราไม่รู้จักมัน => เราไม่เชื่อมัน => เราไม่เลือกมัน
.
มีการทดลองเชิงจิตวิทยาในปี 1961 ที่ชื่อว่า เอลส์เบิร์ก พาราดอกซ์ (The Ellsberg Paradox) นำเสนอโดย แดเนียล เอลส์เบิร์ก (Daniel Ellsberg) นักวิเคราะห์ด้านความเสี่ยงชาวอเมริกัน เป็นการทดลองเชิงจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์มีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยง ‘ความไม่แน่นอน’ (Ambiguity)
.
แม้ตัวเลือกที่คลุมเครือนั้นอาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าก็ตาม
.
การทดลองนี้ กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า คนเราไม่ได้ตัดสินใจตามเหตุผลแบบตรงไปตรงมา (Rational Choice) แต่ตัดสินใจตาม ‘ความรู้สึกสบายใจ’ กับข้อมูลที่มี
.
รูปแบบการทดลอง คือ ใส่ลูกบอลไว้ในกล่องสองกล่อง มี ‘กล่อง A’ และ ‘กล่อง B’
.
แต่ละกล่องมีลูกบอลสีแดงกับสีดำรวมกัน 100 ลูกเท่ากัน
.
กล่อง A
.
– มีลูกบอลสีแดง 50 ลูก และลูกบอลสีดำ 50 ลูก
– สัดส่วนชัดเจน โอกาสจับได้ลูกสีแดง = 50%
.
กล่อง B
.
– มีลูกบอลสีแดงและดำรวมกัน 100 ลูก
– แต่ไม่รู้จำนวนที่แน่นอนของลูกสีแดงกับลูกสีดำ
– อาจจะมีสีแดง 99 ลูก หรือแค่ 1 ลูก ก็ได้
.
คำถามคือ ถ้าเราต้อง ‘เดิมพัน’ ว่าจะหยิบได้ลูกแดงจากกล่องไหน เพื่อให้ได้เงินรางวัล เราจะเลือกกล่องไหน?
.
พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ เกือบทุกคนจะเลือกกล่อง A เพราะรู้แน่ชัดว่าโอกาสคือ 50% แม้ว่าในความเป็นจริง กล่อง B อาจมีลูกบอลสีแดงมากกว่า
นั่นคือหัวใจของ Ellsberg Paradox
.
มนุษย์เราไม่ชอบความคลุมเครือ (Ambiguity Aversion) และพร้อมจะยอมรับความเสี่ยงที่รู้แทนความไม่รู้ที่อาจดีกว่า
.
หนึ่งในกรณีคลาสสิกของ Ambiguity Effect ในการบินคือ
.
นักบินตัดสินใจบินฝ่าฟ้าปิดเพื่อไปแลนด์ที่สนามบินปลายทาง แทนที่จะ divert ไปยังสนามบินสำรองที่อากาศดีกว่า
.
เหตุผลไม่ใช่เพราะไม่รู้ว่าเสี่ยง
.
แต่เพราะ สนามบินสำรอง ‘ไม่คุ้น’ และ ‘ไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรรออยู่’
.
ในมุมของสมอง นักบินกำลังแลก ‘ความไม่แน่ใจ’ กับ ‘ความแน่ใจที่มีความเสี่ยง’
.
ซึ่งบางครั้งสิ่งที่แน่ใจ ก็อาจอันตรายมากกว่าสิ่งที่ไม่แน่ใจแม้มีข้อเท็จจริงที่ชัดกว่า
.
ฉะนั้นการดักทันปรากฎการณ์นี้ของสมองจึงถือว่าได้เปรียบ เราควรฝึกตนให้รับมือกับเรื่องนี้ให้ได้
.
การฝึกตนให้รับมือกับ Ambiguity Effect มีอยู่ 4 วิธีได้แก่
.
1.ฝึกสติกับอารมณ์ (Mindfulness)
.
การรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง ช่วยให้แยกแยะ ‘ความกลัว’ ออกจาก ‘ความจริง’ สิ่งสำคัญคือใช้ ‘สติ’ นำ ‘อารมณ์’ ให้ได้ในทุกสถานการณ์
.
2.ให้เวลาตัดสินใจ (Take Time)
.
อย่ารีบตัดสินใจในสถานการณ์ที่ข้อมูลยังไม่ครบ เพราะสมองจะชอบใช้ทางลัดโดยอัตโนมัติ ทางลัดมักมาพร้อมอคติ นักบินที่เผื่อเวลาให้ตัวเองตัดสินใจ จะไม่ตกเป็นเหยื่อของ Ambiguity Effect
.
เทคนิคคือ ใช้ mental models ต่างๆ เช่น OODA Loop (Observe–Orient–Decide–Act) หรือ FORDEC (
ขออธิบายเสริมท้ายบทความ) เพื่อประเมินสถานการณ์
.
3.เปิดพื้นที่ให้ความคิดสร้างสรรค์ (Get Creative)
.
นักบินที่ดีไม่ได้แค่ ‘บินตามคู่มือ’ (อยู่ในสมรรถนะเรื่องการปฏิบัติตามคู่มือ ซึ่งนักบินต้องพลิกแพลงขั้นตอนเป็น)
ต้องกล้าคิดนอกกรอบเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน
.
หัดเปลี่ยนคำถามจาก “เคยทำไหม” เป็น “มีวิธีที่ดีกว่าไหม?” บางครั้ง ความคลุมเครืออาจเป็นประตูสู่ทางแก้ปัญหาใหม่ แทนที่จะมองว่าเป็นอุปสรรค เทคนิคในการบินคือ เวลาเตรียมแผนบิน ให้ฝึกคิด alternate scenario อย่างน้อย 2 แบบ
.
4.ชัดเจนกับเป้าหมาย (Clarify Vision)
.
คิดไว้เสมอว่า .. เป้าหมายสำคัญของการบินก็คือ ‘ความปลอดภัย’ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้แล้ว ดังนั้นทุกๆการตัดสินใจจึงต้องเป็นไปเพื่อความปลอดภัย ตั้งแต่ก่อนเท้าพ้นพื้น กระทั่งเครื่องลอยขึ้นไปบนอากาศ และกลับแลนด์ถึงพื้น .. ถ้าเราตั้งเป้าให้ชัดในเรื่องนี้ แม้สถานการณ์จะคลุมเครือ สุดท้ายเราจะตัดสินใจตามข้อเท็จจริงที่ปรากฎมากที่สุด
….
Ambiguity Effect ไม่ได้อยู่แค่ในสนามบินหรือห้องนักบิน แต่มันแฝงอยู่ในชีวิตประจำวันตลอดเวลา
.
– นักช้อปมักเลือกแบรนด์ที่เคยเห็น แม้มีแบรนด์ใหม่ที่คุณภาพดีกว่า
– ผู้จัดการโครงการเลือกซอฟต์แวร์เดิมๆ แม้มีเครื่องมือใหม่ที่เหมาะกว่า
.
บางครั้งในชีวิตเรา ต้องไม่หยุดแสวงหาข้อเท็จจริงสำหรับทางเลือกที่ผ่านเข้ามา
.
นักบินเราก็เช่นกัน เราจะไม่ตัดทางเลือกที่เป็นไปได้ทั้งหมดออกไป ยิ่งการบินยิ่งต้องละเอียด ทุกทางเลือกต้องมีข้อเท็จจริงรองรับทุกครั้งก่อนตัดสินใจ เรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องยากเรื่องหนึ่งเมื่อเวลาอยู่บนอากาศ การประมวลผลของสมองก็ลดลงไปมากกว่า 40% ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติ ที่บางคนจะเลือกตัดสินใจไปในทางที่คิดว่ารู้มากกว่า แต่ดัน ‘อันตรายกว่า’
.
สาระสำคัญจาก The Ellsberg Paradox คือ
.
มนุษย์ไม่เพียงกลัวความเสี่ยง แต่กลัวความ ‘ไม่รู้ที่แน่ชัด’ ความรู้สึกสบายใจกับข้อมูลดันสำคัญกว่าความเป็นจริงของข้อมูล
หากรู้ไม่เท่าทัน Ambiguity Effect อาจพลาดโอกาสที่ดีกว่า เพราะดันไปเลือกสิ่งที่อันตรายกว่าโดยไม่รู้ตัว
.
….
.
.
สำหรับโมเดลการตัดสินใจที่ชื่อว่า FORDEC
.
FORDEC คือ โมเดลการตัดสินใจ (Decision-Making Model) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยนักบินและลูกเรือในสถานการณ์ที่ซับซ้อน โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เกิดความไม่แน่นอน หรือเวลาต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน เช่น เหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ
.
คำว่า FORDEC เป็นคำย่อ มาจาก 6 ขั้นตอนดังนี้
.
– มีอะไรเกิดขึ้น?
– ข้อเท็จจริงคืออะไร?
– สภาพอากาศ เครื่องบิน ระบบ ทุกอย่างยังทำงานดีไหม?
ตัวอย่าง – ความเร็วลดลงผิดปกติ, เกจเชื้อเพลิงแสดงไม่เท่ากัน ฯลฯ
.
– จะทำอะไรได้บ้าง?
– มีวิธีไหนบ้างในการแก้ปัญหา?
– จะ divert, กลับสนามบิน, หรือดำเนินการต่อ?
คิดออกมาให้หมด แม้แต่ตัวเลือกที่ดูไม่คุ้นเคย
.
– ทางเลือกไหนเสี่ยงน้อยสุด?
– อะไรคือข้อดี/ข้อเสียของแต่ละวิธี?
ถ้าเลือกบินต่อ จะเสี่ยงไหม?
ถ้าเลือก divert จะมีน้ำมันพอไหม?
.
– หลังชั่งน้ำหนักของการตัดสินใจแล้วจะทำอะไร?
– ต้องเด็ดขาด ไม่ลังเล
– ต้องเลือกก่อนที่จะสายเกินไป
.
– ทำตามแผนอย่างเป็นขั้นตอน
– แจ้งลูกเรือหรือผู้โดยสารถ้าจำเป็น
– ใช้ checklist ถ้ามี
.
– ผลออกมาตรงตามที่คิดไหม?
– ต้องปรับเปลี่ยนอะไรเพิ่มเติมไหม?
ถ้า plan A ไม่ได้ผล => ปรับสู่ plan B โดยเร็ว
.
.
โมเดล FORDEC ถูกใช้โดยนักบินทั่วโลก ทั้งการบินพาณิชย์ การบินทหาร และการบินทั่วไป
เพราะมันช่วยให้ ตัดสินใจเป็นระบบ ไม่ตื่นตระหนกในภาวะกดดัน และลดโอกาสพลาดจากอคติหรือความเร่งรีบ
.

.
อ่านบทความอื่นๆได้ใน Facebook Page : Hovering Inspirations 👇
https://www.facebook.com/profile.php?id=61558412223812&mibextid=ZbWKwL
