Skip to content

ระดับการตื่นตัวของนักบิน กับ กราฟที่เปลี่ยนโลก (Inverted-U Curve)

Arousal คำนี้ ในตำราการบินมักอธิบายความหมายในบริบทของ ‘ความตื่นตัว’ หากเปรียบเป็นพลังงาน ความตื่นตัวเป็นได้ทั้ง พลังงานบวก และพลังงานลบ
.
โดยที่ พลังของความตื่นตัวจะต้องต้องมี ‘ระดับ’ ที่เหมาะสม มันส่งผลต่อสมรรถนะของคนเราได้อย่างเหลือเชื่อมาก
.
จากกราฟรูปโค้งที่เปลี่ยนชีวิตทั้งบนฟ้าและคนบนดิน
.
“เราไม่ได้พลาดเพราะเราไม่เก่ง
.
แต่เพราะบางครั้ง เรากังวลมากเกินไป หรือเบื่อมากเกินไปต่างหาก”
.
สมมติสถานการณ์ นักบินสองคนมีทักษะใกล้เคียงกัน แต่มีผลการฝึกที่ต่างกัน
.
การฝึกบินสองไฟลต์ในเครื่องฝึกบินจำลอง
.
ไฟลต์แรก – นักเรียนคนหนึ่งดูนิ่งผิดปกติ เหมือนไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเลย
.
ไฟลต์สอง – อีกคนหายใจถี่ มือสั่นเล็กน้อย พูดขั้นตอนรัว .. จนฟังไม่ทัน
.
ผลลัพธ์เหมือนจะเดาได้
.
– คนที่ดู ‘เฉื่อยชาเกินไป’ ลืมตรวจเช็กจุดสำคัญ
.
– คนที่ ‘กังวลเกินไป’ ก็จะ ผิดพลาดเรื่องง่ายๆ ที่ไม่เคยพลาด
.
ทั้งคู่มีทักษะใกล้เคียงกัน แต่ต่างกันที่ ระดับความตื่นตัว (Arousal) ที่ ‘พอดี’ หรือ ‘ผิดจังหวะ’ ไป
.
กราฟที่เปลี่ยนโลกมาจากงานวิจัยของ เยิร์กส์-ดอดสัน (Yerkes & Dodson) ในปี 1908
.
สองนักจิตวิทยาอเมริกัน โรเบิร์ต เอ็ม.เยิร์กส์ กับ จอห์น ดี. ดอดสัน (Robert Yerkes และ John Dodson) ทำการทดลองให้หนูแยกแยะระหว่างกล่องสีดำกับกล่องสีขาว ถ้าเลือกถูก ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าเลือกผิด จะถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้าที่มีระดับความแรงต่างกัน
.
สิ่งที่พบคือ หนูสามารถเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อกระแสไฟฟ้าที่ใช้สร้างความตื่นตัว (Arousal) อยู่ในระดับกลาง ๆ
.
ถ้ากระแสไฟอ่อนเกินไป – หนูไม่ใส่ใจ ไม่เรียนรู้
.
ถ้ากระแสไฟแรงเกินไป – หนูกลัวจนไม่มีประสิทธิภาพในการเรียนรู้
.
หนูเรียนรู้ดีที่สุดเมื่อระดับความตื่นตัว (การถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า) อยู่ในระดับกลาง ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป
.
งานชิ้นนี้ให้กำเนิด Yerkes – Dodson Law
.
ซึ่งสรุปได้เป็นกราฟ รูปโค้งตัว U กลับหัว หรือที่เราเรียกกันว่า Inverted-U Curve
.
เพื่อให้เข้าใจง่าย ลองดูกราฟท้ายบทความประกอบ แล้วพิจารณาตามนี้
.
1. แกนนอน (X-axis) คือ ‘ระดับความตื่นตัว’ (Arousal)
.
– ยิ่งเลื่อนไปขวา ความตื่นตัวซึ่งเกิดจากความตื่นเต้น ความกังวล และ ความเครียด จะยิ่งสูงขึ้น
– ยิ่งเลื่อนไปซ้าย ก็จะยิ่ง ‘เฉื่อยชา’ เบื่อหน่าย หรือง่วง
.
2. แกนตั้ง (Y-axis) คือ ‘สมรรถนะ’ (Performance)
.
– ยิ่งสูงขึ้นสมรรถนะดีขึ้น เช่น ตัดสินใจแม่นยำ ทำงานได้เร็ว แก้ปัญหาได้เฉียบคม
– ยิ่งต่ำ สมรรถนะจะถดถอย เช่น ลืมขั้นตอน พูดผิดพลาด หรือ อืดอาดชักช้า
.
3. ดูรูปโค้งของเส้นกราฟ
.
– จุดซ้ายสุด (Arousal ต่ำ) บ่งบอกว่า สมรรถนะต่ำ เพราะใจเฉื่อย (Underload)
– พอลากขึ้นมาบริเวณกลางของเส้นโค้ง สมรรถนะสูงสุด (Peak) นี่คือ ‘โซนพอดี’ ที่ความตื่นตัวเหมาะสม
– หากไล่ไปขวาสุด (Arousal สูง) สมรรถนะจะลดลงอีกครั้ง เพราะเครียดมากเกิน (Overload)
.
4. สังเกต ‘จุดยอด’ (Peak)
.
– นี่คือระดับความตื่นตัวที่ดีที่สุดของแต่ละคน
– ถ้าน้อยกว่านี้เราจะรู้สึกเบื่อ ถ้ามากกว่านี้เราจะเกิดความกดดันจนทำงานได้ไม่ดี
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ เวลาขับรถ
.
ถ้าขับช้ามาก (Arousal ต่ำ) จะเริ่มง่วง ตอบสนองต่อสิ่งต่างๆไม่ทัน
.
ขับด้วยความเร็วพอดี (Peak) จะปลอดภัย เกิดการโฟกัสที่ดี
.
ขับเร็วเกินไป (Arousal สูง) ตื่นตระหนก เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ
.
….
.
เคล็ดลับการใช้งานกราฟ Inverted-U คือ
.
1. รู้จุด Peak ของตัวเอง (แต่ละคนไม่เหมือนกัน)
– สังเกตเวลาที่เราทำงานหรือเรียนได้ดีที่สุด แล้วดูว่าตอนนั้นเรา ‘รู้สึก’ ยังไง เกิดขึ้นในช่วงจังหวะไหนบ้าง
.
2. ปรับระดับ Arousal
– ถ้ารู้สึกเบื่อ ลองเพิ่มสิ่งกระตุ้น บางคนต้องฟังเพลงเบาๆไปด้วย ทำงานไปด้วย หรือลองเปลี่ยนโจทย์หรือกิจกรรมตรงหน้าให้ท้าทายขึ้น
– ถ้ารู้สึกเครียดมาก ให้หายใจลึก เดินพัก หรือเปลี่ยนไปฟังเพลงช้าๆ
.
3. ฝึกสังเกตตัวเอง
– บันทึกสั้นๆ ว่า วันนี้โซนที่ดีสุดของเราคือช่วงไหน เพื่อใช้อ้างอิงในครั้งถัดไป
.
4. เข้าใจว่า ความตื่นตัวไม่ใช่ความกลัว
– Arousal เหมือนเป็นพลังงานดิบ ซึ่งเราต้องเป็นคน ‘ควบคุมมัน’ ไม่ใช่ปล่อยให้มันควบคุมเรา
.
….
.
สรุปง่ายๆ กราฟ Inverted-U บอกเราว่า อย่าตื่นตัวน้อยไป และอย่าตื่นตัวมากไป แต่จงหา ‘โซนที่พอดี’ ของตัวเองให้เจอ แล้วสมรรถนะของเราจะพุ่งในระดับสูงสุด’
.
วิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังเรื่อง Arousal นี้ เชื่อมโยงกับเรื่องระบบประสาทส่วนกลาง
.
– เมื่ออยู่ในจุดที่เหมาะสม สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) จะทำงานดี คิดเป็นระบบ ควบคุมอารมณ์ได้ดี
– เมื่อสูงเกินไป สมองส่วนอารมณ์ เช่น อะมิกดาลา (Amygdala) จะเข้าควบคุม ความกลัวจะเกิด และพฤติกรรมอัตโนมัติจะเกิดขึ้น ส่งผลให้ ตัดสินใจช้า พูดผิด ทำอะไรที่ไม่เข้าท่าเข้าทาง
.
เราจึงต้องรู้จักแบ่ง ‘งานง่าย’ กับ ‘งานยาก’ ให้เป็น ลองสังเกตกราฟ Inverted-U อีกครั้ง จะเห็นว่า ‘งานง่าย’ กับ ‘งานยาก’ มีเส้นกราฟที่ไม่เหมือนกัน
.
งานวิจัยบอกว่า งานง่าย เช่น เวลาบินตรงบินระดับ ใช้ระบบช่วยบินอัตโนมัติ ต้องการความตื่นตัวสูงเพื่อป้องกันความเบื่อที่มีมากเกินไป ในขณะที่ งานยาก เช่น เวลาบังคับเครื่องบินในทัศนวิสัยต่ำ ต้องการสติและสมาธิมากกว่าความตื่นเต้น มากกว่าความตื่นตระหนกตกใจกลัว หมายความว่า ต้องตื่นตัวในระดับที่พอดี
.
ยิ่งงานซับซ้อน ยิ่งต้องลด ‘ความกังวล’ เพื่อเพิ่ม ‘ความนิ่ง’
.
ดังนั้น จึงไม่ควรดูถูก ‘งานง่าย’ และ อย่ากังวลกับ ‘งานยาก’ จนเกินเหตุ
.
ไม่ใช่แค่ในวิชาชีพนักบินเพียงอย่างเดียว ทุกคนล้วนมี ‘กราฟโค้ง’ เป็นของตัวเอง
.
– นักเรียน ที่ตื่นเต้นเกินไปก่อนสอบ แม้ตอนเรียนจะเข้าใจหมดทุกอย่าง ก็อาจทำข้อสอบผิดพลาดได้
– นักพูด ที่เริ่มเบื่อกับหัวข้อที่ต้องพูดซ้ำๆ อาจพูดไปอย่างไร้สติเพราะไม่ตื่นตัว ทำตามแพทเทิร์นความเคยชินเกินไป จนดูไม่น่าสนใจ
.
ความลับของคนที่ทำงานได้ดีภายใต้แรงกดดัน ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เครียด แต่พวกเขารู้วิธีปรับระดับความตื่นตัวให้ตรงกับภารกิจหรือกิจกรรมที่ต้องทำตรงหน้า
.
สรุปได้ว่า พลังของความตื่นตัวมีทั้งด้านบวก และ ด้านลบ ซึ่ง ‘จังหวะของมัน’ คือตัวพลิกเกม
.
อย่าปล่อยให้ความตื่นตัวกลายเป็นความตื่นตระหนก
.
อย่าปล่อยให้ความนิ่งกลายเป็นความเฉื่อยชา
.
เพราะสมรรถนะของเราในแต่ละบทบาทที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า
.
จะดีหรือไม่ดี มันอยู่ที่ศิลปะของการคุมระดับ ‘ความตื่นตัว’ ให้อยู่หมัด พร้อมจัดวางไว้ในระดับที่พอดิบพอดีกับงานนั้นๆให้ได้ .. เท่านั้นเอง
.
.
กราฟ Inverted – U แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Arousal กับ Performance
.

อ่านบทความอื่นๆได้ใน Facebook Page : Hovering Inspirations 👇

https://www.facebook.com/profile.php?id=61558412223812&mibextid=ZbWKwL

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *