Skip to content

Group Dynamics – แรงกระเพื่อมของทีม ในบริบทของการบิน

เบื้องหลังการบินในทุกภารกิจ ล้วนมี ‘ทีม’ คอยขับเคลื่อนอยู่เสมอ แม้อากาศยานที่ใช้นักบินแค่คนเดียว ก็ยังต้องมีทีมมากมายตั้งแต่ที่พื้น ยันขึ้นไปบินบนฟ้า
.
ส่วนเครื่องที่ใช้นักบินขั้นต่ำสองคน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เรื่องการทำงานเป็นทีมนี้ เหล่านักบินถูกขัดเกลาอยู่เรื่อยๆในวิชา CRM
.
หนึ่งในทฤษฎีที่อยากจะนำมาเขียนเล่าสู่กันฟังก็คือเรื่อง Group Dynamics มันเป็นเรื่องของจิตวิทยากลุ่ม การทำงานร่วมกันใน Cockpit ห้องเล็กๆที่ต้องใช้ศิลปะในการทำงานที่สูงมากๆ ห้องที่มีนักบิน มีลูกเรือ บางทีก็มีช่างขึ้นไปทำงานอยู่ด้วยกัน
.
การทำงานเป็นทีมต้องอาศัยความร่วมมือกัน ในขณะที่ต่างคนต่างก็มีนิสัยส่วนตัวที่แตกต่าง มีบุคลิกภาพที่หลากหลาย พอต้องมานั่งทำงานอยู่ด้วยกัน กลายเป็นกลุ่ม นักจิตวิทยาการบินจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษกับคำว่า Group Dynamics
.
เพราะมันอธิบายพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในทีมได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าเราจะถูกฝึกมาจนเป็นนักบินระดับ Top ได้คะแนนภาคทฤษฎีและภาคอากาศขั้นเทพ แต่เมื่อเราต้องไปนั่งร่วมกันกับนักบินอีกคน ทำงานกับลูกเรืออีกหลายคน
.
สิ่งที่กำหนดความปลอดภัย อาจไม่ใช่แค่ความสามารถของ ‘ใครคนใดคนหนึ่ง’
.
แต่มันคือ ‘พลังของกลุ่ม’ ที่กำลังขับเคลื่อนงานบนฟ้าอยู่
.
และบางครั้ง พลังนั้น .. ก็มีทั้งด้านบวกและด้านลบอยู่ในตัว ..
.
วันนี้จะมาเจาะลึกกันพอสังเขป
.
‘กลุ่ม’ คืออะไร?
.
ในทางจิตวิทยา กลุ่ม (Group) คือการรวมตัวของคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ที่มีเป้าหมายร่วมกัน มีค่านิยมและแรงจูงใจที่คล้ายกัน
.
ลูกเรือในห้องนักบินก็จัดเป็นกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันอย่างสูง เพราะความปลอดภัยของเที่ยวบินขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทุกๆคนในกลุ่ม
Group Dynamics คืออะไร ?
.
มันคือศาสตร์ที่อธิบายว่า ทำไมคนในกลุ่มถึงมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เมื่อได้ไปอยู่รวมกัน
.
เราทุกคนอาจเคยเจอเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันดังต่อไปนี้
.
– อยู่คนเดียว ตัดสินใจเฉียบขาด พออยู่ในกลุ่ม .. ใจกลับลังเล ไม่กล้าแย้ง
– เคยตั้งใจแน่วแน่ .. แต่เผลอตามเสียงส่วนใหญ่
– หรือหนักกว่านั้น .. เลือกทำในสิ่งที่เสี่ยงกว่าเดิม เพราะคนอื่นๆเขาทำกัน
.
และทั้งหมดนี้ ก็เกิดขึ้นในห้องนักบินได้เช่นกัน
.
มีคำอยู่สองคำที่ฟังเผินๆดูคล้ายกัน แต่ความหมายต่างกันสุดขั้ว คำนั้นคือ Cooperation และ Co-action
.
การทำงานแบบมี ‘ความร่วมมือ’ = Cooperation หมายถึง ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่ของตนเองให้เสร็จ แต่รวมถึงการสื่อสารกันอย่างมีประสิทธิภาพ และการแบ่งปันข้อมูลอย่างโปร่งใส
.
ในขณะที่ ..
.
การทำงานแบบขนานกันไป = Co-action หมายความว่า ทุกคนทำแต่งานของตัวเอง โดยไม่สนใจคนในทีมเลย
.
สมมติในห้องนักบิน อยู่ๆกัปตันและผู้ช่วยนักบิน เอื้อมมือไปกดปุ่มในระบบนำทางพร้อมกัน โดยไม่พูดกันก่อนเลย นั่น .. ไม่ใช่ความร่วมมือ แต่มันคือ ทำงานซ้อนกันแบบไม่มีการแบ่งบทบาท
.
ความร่วมมือที่แท้จริง
.
แต่ Cooperation คือการ แบ่งหน้าที่และสื่อสาร รวมถึงเข้าใจเจตนาของกันและกัน
.
ไม่ใช่แค่ทำไปให้เสร็จเฉพาะงานตรงหน้า .. แต่ต้องทำด้วยใจที่เชื่อมถึงกัน
.
กลุ่มที่ดี จะพาไปได้ไกลกว่าคนๆเดียว
.
กลุ่มที่ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘Synergy’
.
หมายถึงพลังที่ 1 + 1 = มากกว่า 2
.
เพราะสมาชิกกลุ่มจะ แบ่งเบาภาระกัน คิดร่วมกัน และตัดสินใจกันได้รอบคอบกว่าเดิม
.
‘กลุ่มที่ดี มักตัดสินใจได้ดีกว่าคนๆดียว’
.
และนี่คือด้านบวกของ ‘พลังกลุ่ม’
.
แต่. .. ถ้ากลุ่มนั้น ‘คิดผิด’ พร้อมกัน อันตรายก็อาจเกิดขึ้นรุนแรงทวีคูณ
.
เพราะพฤติกรรมกลุ่ม ก็มีด้านมืดเช่นกัน
.
อันตรายจากพฤติกรรมกลุ่มได้แก่
.
1. Groupthink – เมื่อไม่มีใครกล้า ‘ขัดใจกลุ่ม’
.
Groupthink คือกับดักอันตรายของกลุ่มที่ กลมกลืนกันเกินไป คือภาวะที่สมาชิกกลุ่ม
.
– ยอมทำตามความเห็นส่วนรวม
– ทุกคนกลัวการขัดแย้ง ไม่กล้าเสนอแย้ง แม้รู้ว่าเสี่ยง
– ถูกกดดันให้ตัดสินใจเร็ว
– มีผู้นำที่ชอบสั่งอย่างเผด็จการ
– เริ่มหลอกตัวเองว่า “เขาคงคิดมาดีแล้ว” จนกลายเป็นการ ละทิ้งการคิดเอง อย่างสมบูรณ์
.
ผลลัพธ์คือ .. การตัดสินใจที่ ผิดพลาดแบบเป็นกลุ่ม
.
ลักษณะของ Groupthink ที่พบบ่อยคือ
.
– กลุ่มแน่นแฟ้นเกินไป
– ปิดกั้นข้อมูลภายนอก
– ตัดสินใจเร็วเกินเหตุ
– ผู้นำมีอิทธิพลมากเกินไป
– ไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม
.
สิ่งเหล่านี้เคยนำไปสู่ความผิดพลาดในระดับโศกนาฏกรรมมาแล้วในประวัติศาสตร์การบินหลายต่อหลายครั้ง
.
2. Risky Shift – เมื่อการตัดสินใจกลุ่ม พาให้เกิดความเสี่ยงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
.
กลุ่มบางกลุ่มมีแนวโน้มจะเลือกทางที่เสี่ยงกว่าถ้าเกิดจากการตัดสินใจร่วมกัน ซึ่งต่างจาก Groupthink ที่เกิดจากการหลงผิดเป็นกลุ่ม ..
.
เพราะ Risky Shift คือ การตัดสินใจอย่างมีสติ .. แต่ดันเลือกหนทางที่ดันเสี่ยงกว่าเดิม
.
หมายความว่า กลุ่มเลือกที่จะเสี่ยงมากกว่า เพราะว่าได้ตัดสินใจร่วมกันแล้ว
.
แม้ทุกคนลึกๆ อาจจะรู้ว่า ‘มันเสี่ยงเกินไป’
.
แต่พออยู่ในกลุ่ม กลับกล้าขึ้น อาจเพราะมั่นใจในจำนวนเสียงส่วนใหญ่ หรือเพราะคิดว่า ‘คนอื่นคงคุมอยู่’
.
แต่การคิดแบบนี้ กลายเป็นรูรั่วชั้นดีที่จะพาทีมเข้าสู่อันตรายโดยไม่รู้ตัว
.
….
.
ฉะนั้นแล้ว
.
พฤติกรรมในกลุ่ม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผลเสมอไป แต่มักถูกชี้นำด้วย ความกดดันที่เงียบกริบ ที่ไม่มีใครเอะใจรู้ตัว และปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของกลุ่มมี 2 อย่างหลักได้แก่
.
1. Conformity – การยอมคล้อยตาม แม้ในใจจะไม่เห็นด้วย
(งานวิจัยชี้ว่า คนส่วนใหญ่ยอมปฏิเสธสายตาตัวเองเพื่อให้เข้ากับกลุ่มได้)
.
2. Compliance – การยอมทำตามคำสั่ง แม้รู้ว่าไม่เหมาะสม
(โดยเฉพาะถ้ามีลำดับคำสั่งก่อนหน้าเป็นเหตุผลรองรับ หรือ มีแรงกดดันจากผู้มีอำนาจ)
.
คำถามคือ .. แล้วเราจะรับมือกับแรงกระเพื่อมของกลุ่มอย่างไร ?
.
หัวใจสำคัญคือ ‘การรู้ตัว’ ว่าวันนี้ ‘กลุ่มของเรา’ กำลังทำงานกันแบบไหน ?
.
– เป็นกลุ่มที่คุยกันจริงๆ หรือแค่ตามๆ กันไป ?
– เป็นกลุ่มที่ช่วยกันคิด หรือรอให้กัปตันหรือผู้มีอำนาจสูงสุดในขณะนั้นตัดสินใจหมดทุกอย่าง ?
– เป็นกลุ่มที่ใจเปิดรับ หรือกลัวการขัดแย้ง ?
.
เพราะห้องนักบิน คือ ‘เวทีแห่งการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา’ ไม่ใช่ ‘สนามของการเกรงใจ’
.
นักบินที่ดี ไม่ใช่แค่คอนโทรลเครื่องได้ดี แต่ต้องรู้จักการควบคุม ‘พลังของกลุ่ม’ ต้องอ่านพลังของทีม ณ ขณะนั้นเป็นด้วย
.
ไม่ว่าเราจะเป็นกัปตัน หรือผู้ช่วยนักบิน หรือลูกเรือ หรือแม้แต่ช่างอากาศยานที่ทำงานกับเราอยู่บนพื้น
.
หน้าที่ของทุกคนคือการ ส่งเสริมความร่วมมือ ที่แท้จริงให้เกิดขึ้น
.
– กล้าที่จะเปิดใจฟังกัน
– กล้าที่จะเสนอ กล้าที่จะพูด
– กล้าที่จะขัด เมื่อเห็นว่าเส้นทางนั้นกำลังพาทุกคนดิ่งลงเหว
.
บางครั้ง
.
คำถามเดียวที่กล้าถามในห้องนักบิน .. อาจช่วยชีวิตของคนทั้งลำได้
.
สรุปได้ว่า Group Dynamics จึงเป็นแรงกระเพื่อมของทีม ที่เป็นได้ทั้งพลังขับเคลื่อนและเป็นได้ทั้งกับดัก .. ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้เท่าทันมันหรือไม่
.
.

อ่านบทความอื่นๆได้ใน Facebook Page : Hovering Inspirations 👇

https://www.facebook.com/profile.php?id=61558412223812&mibextid=ZbWKwL

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *