Skip to content

Black Box กล่องที่ช่วยให้อากาศยานเล่าเรื่องราวสุดท้ายของมันได้

“ถ้าเครื่องที่ตกไป พูดได้ มันคงบอกอะไรกับเราได้บ้าง ?”
นี่คือคำถามของชายคนหนึ่ง ที่ฟังดูเศร้า แฝงความเจ็บปวดลึกๆในใจ ในโลกยุคที่ยังไม่มีเทคโนโลยีบันทึกเสียงในห้องนักบิน
.
ผู้ชายที่กล้าคิด กล้าตั้งคำถามนี้อย่างจริงจัง
.
เขาไม่ใช่นักบิน ไม่ใช่นักออกแบบเครื่องบิน ไม่ใช่ช่างเครื่องบิน แต่เป็นนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งจากประเทศออสเตรเลีย ที่ชื่อว่า ดร. เดวิด วอร์เรน (David Warren)
.
นั่นคือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ กับอุปกรณ์ที่เรียกกันโดยติดปากว่า ‘กล่องดำ’ หรือ ‘Black Box’
.
จุดเริ่มต้นมาจากวัยเด็กของเขา ความเศร้าส่วนตัวที่กลายเป็นแรงบันดาลใจในการประดิษฐ์อุปกรณ์สำคัญซึ่งมีคุณค่าระดับโลก
.
ในปี 1934 พ่อของวอร์เรนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก ตอนนั้นเขาอายุ 9 ขวบ สมัยนั้นไม่มี ‘กล่องดำ’ ไร้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จะสืบสาวราวเรื่องได้ว่า มันเกิดอะไรขึ้นบนท้องฟ้า
.
นั่นเป็นแผลลึกในวัยเด็กของเขา เป็นคำถามที่คาใจมาโดยตลอด เขาเลือกเรียนด้านวิทยาศาสตร์และเคมี เริ่มต้นอาชีพที่ศูนย์วิจัยจรวดของออสเตรเลีย ดูเหมือนเรื่องเศร้าในวัยเด็ก จะผลักดันเขา ให้อยากทำงานในแวดวงด้านการบิน
.
ต่อมา เขาได้มีโอกาสร่วมทีมสอบสวนอุบัติเหตุเครื่องบิน de Havilland Comet ตกติดต่อกันหลายลำในช่วงต้นทศวรรษ 1950 (de Havilland Comet คือ เครื่องบินโดยสารไอพ่นรุ่นแรกของโลก)
.
ซึ่งเคสหลายเคสที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น .. ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในวินาทีก่อนเครื่องตก
.
“เราไม่มีเสียงสุดท้ายของนักบิน ไม่มีข้อมูลของเครื่อง ไม่มีอะไรเลยนอกจากซากเหล็กที่กระจัดกระจาย” (คำพูดของ เดวิด วอร์เรน)
.
มีอยู่วันหนึ่ง เขาบังเอิญเห็นเครื่องบันทึกเสียงแบบพกพา (Protona Minifon) ที่งานแสดงสินค้าแห่งหนึ่ง และนั่นคือจุดเปลี่ยน
.
อยู่ๆเขาก็ฉุกคิดคำถามขึ้นมาว่า
.
“ทำไมเราไม่ติดเครื่องบันทึกเสียง และข้อมูลการบินไว้บนเครื่องบินเลยล่ะ?”
.
กระทั่ง ..
.
ปี 1956 วอร์เรนสามารถสร้างต้นแบบเครื่องบันทึกเสียงในห้องนักบินได้สำเร็จเป็นครั้งแรก กล่องนี้สามารถบันทึกข้อมูลที่สำคัญต่างๆ เช่น ความเร็ว ความสูง และท่าทางของเครื่องบิน
.
เขาเรียกอุปกรณ์ชิ้นนี้ว่า Flight Memory Unit
.
จุดเด่นของเครื่องนี้ คือ
.
บันทึกเสียงสนทนาในห้องนักบินได้ (Cockpit Voice Recorder – CVR)
.
บันทึกค่าพารามิเตอร์ต่างๆของการบินได้ (Flight Data Recorder – FDR)
.
ทนแรงกระแทก ทนความร้อนและน้ำได้
.
เขาออกแบบให้ ไม่สามารถลบข้อมูลได้ง่าย และต้องอยู่รอดแม้เครื่องบินตก
.
เพราะหน้าที่ของมันคือ ‘ผู้พูดแทนนักบิน’ หลังจากที่ .. อาจไม่เหลือใครที่จะพูดได้อีก
.
ทว่า .. อุปสรรคก็มี
.
การปฏิเสธครั้งแรก มาจากเสียงของระบบราชการ แม้อุปกรณ์จะดูว้าวเพียงใด แต่ในช่วงแรก เขากลับถูกหน่วยงานการบินของออสเตรเลียปฏิเสธ
.
เหตุผลมีทั้ง .. กลัวละเมิดความเป็นส่วนตัวของนักบิน มองว่าไม่คุ้มค่า และไม่มีใครกล้าลองสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
.
เดวิด วอร์เรน บอกว่า “พวกเขาคิดว่าผมบ้า ที่เสนอให้บันทึกเสียงนักบิน”
.
วอร์เรนจึงนำผลงานไปเสนอให้ประเทศอื่น
.
ในที่สุด อังกฤษเป็นประเทศแรกที่สนใจอย่างจริงจัง และต่อมาหลายประเทศก็เริ่มนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาต่อยอด
.
หลังเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงทางอากาศหลายต่อหลายครั้งในช่วงปี 1960 ออสเตรเลียจึงเริ่มสนใจที่จะติดตั้งอุปกรณ์บันทึกเสียงและข้อมูลนี้ไว้ในห้องนักบิน และกลายเป็นประเทศแรกที่ บังคับให้สายการบินพาณิชย์ในประเทศติดตั้ง ‘กล่องดำ’ นี้กับอากาศยานทุกลำ
.
อันที่จริง ‘กล่องดำ’ นี้ มีสีส้ม แล้วทำไมถึงเรียกว่า Black Box ?
.
สาเหตุคือ สีส้มสดใส (International Orange)
.
ทำให้ค้นหาได้ง่ายหลังเกิดอุบัติเหตุ
.
คำว่า ‘Black Box’ เป็นศัพท์ทางเทคนิคเชิงวิศวกรรม มีนัยของความหมายว่า ‘ระบบที่เราไม่สนใจกลไกภายในของมัน ขอแค่รู้ว่าป้อนข้อมูลอะไรลงไปแล้วจะได้ผลลัพธ์อะไรออกมา’ ประมาณว่าสนใจแค่ Output กับ Input เท่านั้น
.
อุปมาอุปไมยว่าเป็น อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษที่ถูกปิดสนิท เห็นได้เฉพาะ ‘พฤติกรรม’ แต่ไม่รู้ว่ามันคิดอะไรอยู่ข้างใน
.
มันจึงกลายเป็นชื่อเรียกติดปาก แม้จะไม่ใช่สีดำก็ตาม
.
แล้วมันช่วยอะไรบ้าง ?
.
Black Box ช่วยไขปริศนาเครื่องบินตกมาแล้วทั่วโลกในหลายเคส เช่น
.
กรณีเที่ยวบิน Air France 447 (ปี 2009) ที่บันทึกว่าเกิดความผิดพลาดจากท่อ Pitot ถูกน้ำแข็งอุดตันทำให้คอมพิวเตอร์แสดงค่าความเร็วผิดพลาด
.
หรือกรณีเที่ยวบิน Lion Air 610 (ปี 2018) เผยให้เห็นปัญหาของระบบอัตโนมัติ MCAS (Maneuvering Characteristics Augmentation System) และการแก้ไขอาการเครื่องของนักบิน
.
ข้อมูลใน Black Box กลายเป็น ‘พยานปากเอก’ และช่วยไขปริศนาของอุบัติเหตุได้มากมาย
.
ช่วยให้เกิดการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ
.
และช่วยชีวิตคนนับล้านได้จากการศึกษาเคสต่างๆแล้วนำไปแก้ไข พัฒนาปรับปรุงสิ่งที่พลาดเพื่อไม่ให้มันเกิดซ้ำสำหรับเที่ยวบินต่อๆ ไป
.
จากกล่องเล็กๆ สู่นวัตกรรมแห่งอนาคต กล่องนี้ได้ถูกพัฒนาต่อมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน กล่องดำนี้สามารถบันทึกเสียงได้ยาวนานถึง 2 ชั่วโมงขึ้นไป
.
สามารบันทึกข้อมูลได้หลายร้อยพารามิเตอร์ ยาวนานถึง 25 ชั่วโมง
.
ทนแรงกระแทกได้มากกว่า 3,400 G เป็นเวลา 6.5 มิลิวินาที
.
ทนอุณหภูมิสูงกว่า 1,100°C เป็นเวลานานกว่า 60 นาที
.
ทนแรงดันใต้น้ำได้ถึง 20,000 ฟุต (ประมาณ 6,000 เมตร)
.
และในอนาคต หลายบริษัทเริ่มพัฒนา Live Streaming Black Box เพื่อส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ไปยังศูนย์ควบคุม โดยไม่ต้องรอการค้นหาซาก
.
อาจพูดได้ว่า Black Box ไม่ได้ป้องกันเครื่องบินตก แต่มันป้องกัน ‘การตกซ้ำแบบเดิม’
.
เพราะในโลกของการบิน อุบัติเหตุมักเกิดจากสิ่งเล็กๆที่ถูกมองข้าม และ Black Box ก็เปรียบได้กับ ‘แว่นขยาย’ ที่ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งนั้นอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงที่ปรากฎ
.
แง่คิดที่ได้จากกล่องที่พูดไม่ได้ แต่กลับส่งเสียงดังกว่าใครก็คือ
.
“ทุกๆความผิดพลาด สามารถบันทึกไว้ได้เสมอ เพื่อให้คนรุ่นต่อๆไปไม่ต้องผิดซ้ำ”
.
เมื่อมองย้อนกลับไปก็พบว่า ต้นกำเนิดของอุปกรณ์สำคัญชิ้นนี้ มาจากรากเหง้าของแรงบันดาลใจกับข้อคำถามที่ฝังลึกในวัยเด็กของใครบางคนนั่นเอง
.
กล่องเล็กๆที่ไม่ธรรมดา กับคำถามคาใจเล็กๆของใครบางคน
.
🎯 เกร็ดน่ารู้ท้ายบทความ
– ในทางสากลเราเรียกกล่องดำนี้ว่า Flight Data Recorder – FDR และ Cockpit Voice Recorder – CVR หรือจะเรียกว่า Flight Recorder ก็ได้
.
– Black Box ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว
.
แม้บทบาทของ เดวิด วอร์เรน (David Warren) จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกการบินได้รู้จัก Black Box อย่างแพร่หลาย แต่อันที่จริง .. เคยมีความพยายามประดิษฐ์เครื่องบันทึกข้อมูลการบินมาก่อนหน้านั้นแล้วตั้งแต่ปี 1939
.
– ในปี 1939 วิศวกรชาวฝรั่งเศส François Hussenot และ Paul Beaudouin ได้พัฒนาเครื่องที่ชื่อว่า ‘Type HB’ ซึ่งใช้ ฟิล์มถ่ายภาพ บันทึกค่าต่างๆ เช่น ความสูงและความเร็ว
.
– ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษก็พัฒนาเครื่องบันทึกแบบแผ่นทองแดง ที่สามารถทนแรงกระแทกและทนไฟไหม้
.
– ปี 1942 ฟินแลนด์สร้างกล่องบันทึกข้อมูลกลไกชื่อ ‘Mata-Hari’
.
– ปี 1943 สหรัฐฯ ทดลองใช้ เครื่องบันทึกเสียงในห้องนักบินบน B-17 เครื่องบินทิ้งระเบิด
.
อย่างไรก็ตาม ความพยายามเหล่านั้นยังไม่สามารถผสานเสียงและข้อมูลเข้าด้วยกันได้ และไม่ทนทานพอสำหรับการใช้งานในสายการบินพาณิชย์ อีกทั้งยังไม่เป็นมาตรฐานความปลอดภัยสากล
.
จนกระทั่ง เดวิด วอร์เรน ได้รวมทุกแนวคิดเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิด ‘กล่องที่ช่วยให้เครื่องบินพูดได้’ กลายเป็นความจริง
.
Black Box จึงไม่ใช่แค่นวัตกรรม แต่มันคือผลรวมของ ‘ความพยายาม’ หลายยุคหลายสมัย
.
ที่สืบทอดต่อๆกันมา .. จนเสียงสุดท้ายของท้องฟ้าจะไม่มีทางเงียบอีกต่อไป
.
.

อ่านบทความอื่นๆได้ใน Facebook Page : Hovering Inspirations 👇

https://www.facebook.com/profile.php?id=61558412223812&mibextid=ZbWKwL

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *