เมื่อปีกกลับมา แต่ใจยังเหนื่อยล้าเหมือนเดิม
.
ช่วงที่ COVID-19 กระหน่ำโลกทั้งใบ เหมือนมีใครมากดปุ่มหยุดบนท้องฟ้าไว้ชั่วคราว
.
นักบินที่ต้องหยุดบิน เหมือนนกปีกหัก รายได้ที่หายไปคือส่วนหนึ่ง ที่หนักกว่าคือจิตใจที่มีแผล และยากจะเยียวยา
.
นักบินหลายพันคนทั่วโลกถูกเลิกจ้าง ถูกลดชั่วโมงบิน
.
และแม้เวลาผ่านไป เริ่มเห็นเครื่องบินบนท้องฟ้ามากมายอีกครั้ง แต่หลายคนยังคงเจ็บอยู่กับ ‘แผลลึก’ ที่ไม่ได้รับการเยียวยาอย่างสมควร แถมแผลนั้นยิ่งเรื้อรังหนัก ไม่มีแนวโน้มว่าจะหายขาดได้เมื่อไหร่
.
ความเครียดหลังโรคระบาดส่งผลมากกว่าที่คิดไว้
.
งานวิจัยหลายชิ้นทั้งจากสหรัฐฯ ยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่างยืนยันตรงกันว่าความเครียดของนักบินหลังวิกฤตโควิด ส่งผลกระทบหลายด้านมาก ไม่ว่าจะเป็น
.
– นักบินถูกเลิกจ้างจำนวนมาก ทำให้สูญเสียรายได้ฉับพลัน ทันที
.
– การที่ต้องรักษาใบอนุญาตนักบิน การรักษาชั่วโมงบิน การฝึกอบรมบางอย่าง และการตรวจร่างกายประจำปี ซึ่งมีแต่รายจ่าย แต่ไม่มีรายได้รองรับ
.
– เมื่อลูกเรือถูกเรียกตัวกลับเข้าทำงาน – รายได้กลับลดลง 30 – 50%
.
– ชั่วโมงบินลดลง – บางคนมีไฟลท์แค่ 1 – 2 ครั้งต่อเดือน
.
นักบินบางคนบอกว่า “เรากลับมาบินได้ แต่เหมือนบินไปโดยไม่มีความมั่นคงใดๆ รองรับเลย”
.
ถึงเวลาที่ต้องบอกตรงๆว่า อย่าโลกสวย ที่เห็นว่าฟ้าเปิด เห็นข่าวธุรกิจสายการบินหาเครื่องใหม่ๆเข้ามามากมาย แล้วคิดว่าท้องฟ้าจะกลับมาคึกคัก พร้อมกับรายได้ที่อู้ฟู้เหมือนสิบกว่าปีก่อน
.
ธุรกิจการบินต้องปรับตัว ฐานเงินเดือนของคนที่ทำงานบนฟ้าก็เช่นกัน ที่สำคัญ รอยโรคของโควิดมันเรื้อรัง แม้บางบริษัทอาจเริ่มฟื้นตัวได้เร็ว รายได้เริ่มกลับมาใกล้ระดับก่อนโควิด (เช่น Delta, Emirates) แต่ก็ยังมีสายการบินที่ปรับตัวช้า บางแห่งยังไม่กลับมาเปิดทุกเส้นทาง หรือยังต้องรักษาสถานะทางการเงินแบบระมัดระวัง
.
ขณะที่บางสายการบินต้นทุนต่ำ มีแนวโน้มจ่ายน้อยกว่าเดิม โดยเฉพาะกับนักบินใหม่
.
ตัวเลขที่สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตของเหล่านักบินปีกหัก อ้างอิงงานวิจัยที่เผยแพร่ในเอกสาร BMJ Open ปี 2023 (วารสารการแพทย์ของอังกฤษ) ในกลุ่มตัวอย่างของคนที่อยู่ในวงการบิน (นักบิน, ลูกเรือ, เจ้าหน้าที่ภาคพื้น) บ่งชี้ว่า
.
– เกิน 70% รายงานว่ามีอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง
– มากกว่า 50% ระบุว่ามีภาวะ Burnout
– และ 1 ใน 3 มีคะแนน GAD-7 (แบบทดสอบภาวะวิตกกังวล มีคำถามทั้งหมด 7 ข้อ) อยู่ในระดับ ‘น่ากังวล’
….
เมื่อสุขภาพจิตตกต่ำ สมองคนเราจะชอบเข้าสู่โหมดเอาตัวรอด (Survival Mode) ตลอดเวลา .. เมื่อต้องขึ้นไปบิน อาจส่งผลให้เกิดอาการดังต่อไปนี้
.
– Tunnel Vision – เห็นแต่ปัญหาตรงหน้า ไม่สามารถประเมินภาพรวมได้
– ตัดสินใจเร็วเกินไป หรือ ลังเลจนเกินเหตุ (Decision Fatigue)
– ลืมขั้นตอน ลืม SOP ข้ามเช็กลิสต์ หรือพึ่งพาระบบอัตโนมัติ (Autopilot) มากเกินไป
– ขาด ‘ความสุขในการบิน’ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญมากๆ และ ไม่ค่อยมีใครพูดถึง
.
องค์กรที่เห็นความสำคัญในด้านการบริหารสุขภาพจิตนักบินหลังโควิด ได้ริเริ่มโปรแกรมดีๆที่น่าสนใจหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็น
.
– Peer Support Programme เช่น Balpa Helpline ในอังกฤษ, HIMS ในสหรัฐฯ (มีอธิบายเสริมท้ายบทความ)
– การฝึกอบรม Emotional Resilience เพิ่มเติมให้กับนักบินที่กลับเข้าระบบ
– ระบบ Recurrent Simulator ที่ไม่เน้นเฉพาะ technical แต่เน้นไปที่ ‘Stress Scenario’
– งบประมาณเยียวยาอิสระ เพื่อให้สามารถเข้ารับคำปรึกษาทางจิตเวชโดยไม่ต้องกลัวว่าประวัติจะด่างพร้อยหรือรั่วไหล หรือได้รับผลกระทบจากการทำงาน
.
คำถามคือ นักบินไทยเรา ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ยังคงเผชิญกับปัญหาต่างๆเหล่านี้หรือไม่
.
– ยังคงขาดการช่วยเหลือจากต้นสังกัด
– รายได้ลดลงแต่ค่าครองชีพเท่าเดิม เผลอๆสูงขึ้นด้วยซ้ำ
– นักบินใหม่ มาเรียนบิน จบไปทำงานแล้วต้องถูกหักเงินเดือนเพื่อใช้หนี้ที่มาเรียนบินนั้น
– ไม่มีระบบ peer support หรือ mental check-in อย่างเป็นระบบ
– หน่วยงานกำกับดูแลสร้างเงื่อนไขใหม่ๆที่คิดว่าโลกจะสวย และผลักปัญหาต่างๆให้ตกไปอยู่กับบริษัทหรือองค์กรในอุตสาหกรรม .. เมื่อบริษัทไร้ทางออก ผลกระทบก็ตกไปอยู่กับเหล่าคนทำงานอีกที
.
หากยังมี นี่คือสัญญาณที่สะท้อนว่า สุขภาพจิตหลังโควิดของนักบินไทย ยังคงต้องการความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจกันจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกันอีกเยอะ
.
เราอาจกลับมาบินได้เหมือนเดิม แต่หัวใจของเราเหมือนเดิมไหม .. ต้องถามใจตัวเอง
.
สุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัวของนักบิน ของใคร คนใดคนหนึ่ง
.
แต่คือรากฐานของความปลอดภัยที่ทุกเที่ยวบินต้องมี
.
องค์กรควรมีระบบ ‘Trust-based Support’ ที่ไม่มีผลกระทบต่อใบอนุญาต ควรฟังเสียงของนักบินในฐานะมนุษย์ ..
.
องค์กรควรมีระบบแรงจูงใจที่ดี .. ไม่ใช่มองพวกเขาเป็นแค่ ‘แรงงานบนท้องฟ้า’
.
หน่วยงานกำกับดูแลเป็นอีกหนึ่งในกลไกที่ช่วยได้ .. อยู่ที่เขาจะมองโลกในมุมไหน ‘โลกสวย’ หรือ ‘โลกแห่งความเป็นจริง’
.
คิดอยากเป็นนักบินยุคใหม่ บอกได้เลยว่า โลกไม่สวยเหมือนยุคเก่า
.
เรียนยากขึ้น สอบผ่านได้ยากขึ้น กฎกติกาเข้มงวดขึ้น ส่วนรายได้นั้น น้อยลง .. หมดยุคเฟื่องฟูเหมือนคนรุ่นเก่าๆ ที่เราเคยเห็นแล้ว
.
นี่คือยุคของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องมาช่วยกันซ่อมแซม สิ่งผุพังที่เกิดขึ้นในอดีต ต้องมาฟัดกับระบบที่หนักหนาสาหัส กับสิ่งที่ต้องลงทุนไปมหาศาล ชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่รู้จะคืนทุนได้เมื่อไร รู้อย่างเดียวว่า มัน(น่า)จะมั่นคง และพวกเราที่เลือกเดิน ที่ไม่ทอดทิ้งเส้นทางนี้ .. มีใจรักที่จะบินเหมือนกัน
.
คำถามสุดท้ายคือ ใครจะดูแลจุดสมดุลระหว่าง ‘หยาดเหงื่อ’ กับ ‘แรงจูงใจ’ ..
.
ใครจะดูแลและสร้างระบบที่ช่วยเยียวยาบาดแผลที่เรื้อรังนั้น
.
ท้ายที่สุด คงเป็นตัวเรา ที่ต้องดูแล ‘ปีกข้างใน’ ของเราให้แข็งแรง
.
ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหนก็ตาม เมื่อเลือกเดินบนทางนี้แล้ว ก็เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องอยู่กับมันให้ได้
.
ใจรักไม่พอ .. หัวใจต้องแข็งแกร่งด้วย .. เส้นทางนี้มันไม่ง่าย เมื่อปีกกลับมาแล้ว แต่ใจยังเหนื่อยล้าเหมือนเดิม
.
ก็ได้แต่หวังว่า
.
สักวันจะมีใครสักคนมาปรับสมดุลของระบบใหม่ ให้มันดีขึ้น เพราะสุขภาพจิตนั้นสำคัญ มันไม่ใช่เรื่องไกลตัว .. สุขภาพจิตของคนแค่คนเดียว ส่งผลกระทบกินวงกว้างได้ทั้งระบบจริงๆ
.
….
.
หมายเหตุ : บทความนี้ไม่มีเจตนาจะเชื่อมโยงไปยังกรณีอุบัติเหตุใดๆทั้งสิ้น เป็นการวิเคราะห์ในมุมมองของผู้เขียนประกอบข้อเท็จจริงที่ค้นคว้ามาได้เพียงเท่านั้น
….
.
1. BMJ Open คือ วารสารวิชาการทางการแพทย์แบบ open-access ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ BMJ (British Medical Journal) ซึ่งเป็นหนึ่งในวารสารการแพทย์ที่เก่าแก่และน่าเชื่อถือที่สุดในโลก ก่อตั้งในปี 1840 ประเทศอังกฤษ
.
– BMJ Open เน้นเผยแพร่บทความวิจัยต้นฉบับที่ผ่านการ peer-reviewed และเปิดให้เข้าถึงข้อมูลได้ฟรี
– งานวิจัยที่ตีพิมพ์มักอยู่ในสาขา สาธารณสุข, จิตเวช, สุขภาพจิต, พฤติกรรมสุขภาพ และอื่นๆ
– ข้อมูลจาก BMJ Open จึงเป็นแหล่งอ้างอิงที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ทั่วโลก
.
2. GAD-7 (Generalized Anxiety Disorder – 7) คือแบบประเมินมาตรฐานที่ใช้ตรวจวัดระดับความวิตกกังวลทั่วไป
.
– ประกอบด้วยคำถาม 7 ข้อ ให้ผู้ตอบประเมินตนเองจากประสบการณ์ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
– คะแนนรวมสูงสุดคือ 21 คะแนน โดยแบ่งระดับความรุนแรงเป็น 0 – 4 = ไม่มีความวิตกกังวลหรือมีน้อย , 5 – 9 = ความวิตกกังวลระดับเล็กน้อย (Mild) , 10 – 14 = ระดับปานกลาง (Moderate) , 15 – 21 = ระดับรุนแรง (Severe)
แบบประเมินนี้ถูกใช้ในวงกว้างในทางการแพทย์ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการวินิจฉัยหรือส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบดูแลสุขภาพจิต
.
3. BALPA Helpline (สายด่วนของสมาคมนักบินอังกฤษ)
.
BALPA ย่อมาจาก British Airline Pilots’ Association เป็นองค์กรแรงงานของนักบินในสหราชอาณาจักร และได้จัดตั้ง สายด่วน BALPA Helpline สำหรับ
.
– ให้คำปรึกษาแบบไม่เปิดเผยตัวตน (Confidential Support)
– ช่วยเหลือเรื่องสุขภาพจิต ความเครียด ความวิตกกังวล
– เชื่อมโยงไปยังผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้าสู่ระบบช่วยเหลืออื่นๆ
– ให้เพื่อนนักบินที่ผ่านสถานการณ์คล้ายกันเป็นคนรับสาย (Peer Support)
.
จุดเด่น คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้นักบิน พูดคุยได้โดยไม่กลัวเสียอาชีพ ไม่ใช่การวินิจฉัย แต่เป็น ‘การรับฟังอย่างเข้าใจและนำพาไปสู่ความช่วยเหลือที่เหมาะสม’
.
4. HIMS (Human Intervention Motivation Study)
.
HIMS เริ่มต้นโดย FAA (สหรัฐอเมริกา) ในยุคที่นักบินจำนวนหนึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับ แอลกอฮอล์และสารเสพติด แต่ต่อมาได้ขยายมาสู่การดูแล สุขภาพจิตโดยรวม
ลักษณะสำคัญของ HIMS คือ
.
– เป็น ‘โปรแกรมฟื้นฟู’ สำหรับนักบินที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตหรือสารเสพติด
– มีขั้นตอนให้หยุดบินชั่วคราว เข้าสู่กระบวนการดูแล และมีขั้นตอนที่สามารถกลับมาบินได้อีก
– ทำงานร่วมกับแพทย์, จิตแพทย์, ครูฝึก และผู้ประเมิน
.
มีระบบติดตามความคืบหน้า และช่วยให้นักบินกลับมาบินได้อย่างปลอดภัยเหมือนเดิม โดยไม่มีใครตำหนิหรือตัดสินอะไรย้อนหลัง
.
เป้าหมายหลัก ไม่ใช่การลงโทษ แต่คือ การฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ และป้องกันไม่ให้ปัญหาสุขภาพจิตลุกลามไป จนกระทบความปลอดภัยของการบิน
.

.
อ่านบทความอื่นๆได้ใน Facebook Page : Hovering Inspirations
https://www.facebook.com/profile.php?id=61558412223812&mibextid=ZbWKwL
