เขาเคยถูกตัดชื่อออกจากกองทัพ เพราะไม่มีขาทั้งสองข้าง แต่เขาไม่ได้หายไปไหน
.
เขากลับมา พร้อมกับขาเทียมทั้งสองข้าง
.
และกลายเป็น ‘ตำนาน’
.
นี่คือเรื่องเล่าของนักบินคนหนึ่ง ที่ชื่อว่า ดักลาส เบเดอร์ (Douglas Bader)
.
ในยุคที่อากาศยานเริ่มพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า และโลกเพิ่งรู้จักคำว่า ‘เครื่องบินรบ’
.
วัยเด็กของเขาไม่ต่างจากเด็กอังกฤษทั่วไป รักกีฬา ชอบผจญภัย มีความมั่นใจเกินร้อย
.
แต่สิ่งที่แตกต่าง คือความดื้อ ความกล้า และความกลัวเพียงสิ่งเดียวของเขาคือ ‘การต้องอยู่นิ่งๆ เฉยๆ’
.
จุดเริ่มต้นของชายผู้คิดจะโบยบินแม้ไร้ขา
.
ดักลาส เบเดอร์ เกิดในย่านเซนต์จอห์นส์วูด (St. John’s Wood) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1910 ร่างกายปกติ อวัยวะครบสามสิบสอง
.
ครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยนัก พ่อเป็นวิศวกรโยธา แม่เป็นหญิงอังกฤษชาวบ้านคนหนึ่ง
.
และเขาเป็นน้องชายคนเล็ก มีพี่ชายชื่อว่า เฟรเดอริก (Frederick ‘Derick’ Bader)
.
ตอนอายุ 2 ขวบ ครอบครัวต้องย้ายตามงานของพ่อไปที่อินเดีย ยุคที่อังกฤษยังเป็นเจ้าอาณานิคม เด็กชายตัวเล็กๆ ได้สัมผัสแดดร้อนของประเทศแถบตะวันออก และความวุ่นวายโกลาหลของโลกรอบตัวที่โตไวกว่าตัวเขา
.
หลังจากนั้นไม่นาน สงครามโลกครั้งที่ 1 ปะทุขึ้น พ่อของเขาต้องไปรับใช้ชาติที่แนวหน้าในฝรั่งเศส ต่อมาเสียชีวิตที่นั่น
.
เขาเติบโตขึ้นโดยไร้พ่อ มีเพียงแม่และญาติๆ คอยดูแล ด้วยความรักและความเข้มงวด แม่ใส่ปุ๋ยปลูกฝังสองสิ่งไว้ในตัวเขาอย่างสม่ำเสมอ นั่นคือ ‘ความอดทน’ และ ‘ความกล้าหาญ’
.
หาใช่ความกล้าที่จะไประรานใครหรือความกล้าอย่างบ้าบิ่น แต่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความยากลำบาก โดยไม่ท้อถอย
.
เขาเรียนมัธยมที่โรงเรียน St. Edward’s School เมืองออกซ์ฟอร์ด และโดดเด่นด้านกีฬาเป็นพิเศษ เช่น รักบี้ กอล์ฟ คริกเก็ต เขาเล่นทุกอย่างที่ต้องใช้แรงและสมาธิ
.
แต่สิ่งที่เขารักที่สุดไม่ใช่สนามหญ้าบนพื้น หากแต่เป็นบน ‘ท้องฟ้า’
.
เขาเคยบอกเพื่อนว่า “สักวัน ฉันจะเป็นนักบิน”
.
และนั่นไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ ใครจะรู้ว่าในอนาคต จะมีนักบินที่ขับ Spitfire โดยไม่มีขา และท้าทายความหมายของคำว่า ‘ขีดจำกัด’ ไปตลอดกาล
.
ดักลาส เบเดอร์ สอบเข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนนายเรืออากาศแห่งสหราชอาณาจักร (Royal Air Force College, Cranwell) ด้วยความฝันที่คงมั่น เขาฝึกบินได้อย่างยอดเยี่ยม แสดงฝีมือจนเพื่อนและครูต่างยอมรับ
.
ปี ค.ศ.1931 โชคชะตาเล่นตลก ทำร้ายชีวิตนักบินของเขาอย่างสาหัส
.
ระหว่างฝึกบินแสดงท่าผาดโผนที่ต่ำเกินไป เครื่องตกกระแทกพื้นอย่างรุนแรง
.
แพทย์ต้องตัดขาทั้งสองข้างของเขาเพื่อรักษาชีวิต
.
หนึ่งข้างเหนือเข่า อีกข้างใต้เข่า
.
ด้วยวัยเพียง 21 ปี เขาก็ไม่มีขาอีกต่อไป
.
สำหรับใครหลายคน นั่นคือจุดจบของความฝัน
.
แต่สำหรับ ‘เบเดอร์’ เขากลับบอกตัวเองว่า ‘มันยังไม่จบง่ายๆหรอก’
.
เขาฝึกเดินใหม่ด้วยขาเทียม ฝึกเล่นกอล์ฟ ฝึกขับรถ และ ฝึกที่จะ ‘เชื่อ’ ว่าเขาจะกลับไปบินได้อีกครั้ง
.
แม้กองทัพอากาศจะสั่งปลดเขาออกจากราชการด้วยเหตุผลว่า ‘ไม่พร้อมรบ’ แต่เขาไม่โกรธ ไม่ยอมแพ้ .. เขารอวันกลับมา
.
แล้ววันนั้นก็มาถึง
.
ปี ค.ศ.1939 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้น กองทัพต้องการนักบินทุกคนที่บินได้
.
เบเดอร์ไม่รอช้า เขายื่นเรื่องกลับเข้ากองทัพอีกครั้ง และขอพิสูจน์ให้กองทัพเห็นด้วยการ ‘ขึ้นบิน’
.
เขาขับ Spitfire ด้วยขาเทียมอย่างคล่องแคล่ว
.
ควบคุมคันเร่ง เบรก และหางเสือ (คันบังคับที่เท้า – Rudder pedals) ด้วยความแม่นยำ
.
บางคนบอกว่า นักบินที่มีขาเทียมจะเสียเปรียบ แต่นั่น .. ไม่ใช่กับเขา
.
เบเดอร์ใช้ข้อได้เปรียบจากการที่ ‘ไร้ความรู้สึกที่ขา’ มาใช้ ทำให้เขาทนแรง G ได้ดีกว่า ท่าเลี้ยวของเขาเฉียบกว่าทุกคน
.
เขากลายเป็น ‘เอซ’ แห่งกองทัพอากาศอังกฤษ (RAF Ace)
.
ต่อมา เขาได้เป็นผู้บัญชาการฝูงบินที่ 242 (No. 242 Squadron) และเป็นผู้นำแนวคิด Big Wing (การส่งฝูงบินขนาดใหญ่ขึ้นรบแบบพร้อมกัน เป็นยุทธวิธีรบแบบนึง แม้จะถูกวิจารณ์ว่าขัดกับยุทธวิธีเดิม) แต่ผลงานในสนามรบ ณ เวลานั้น มันคือคำตอบในทุกคำวิจารณ์
.
เบเดอร์ยิงเครื่องบินข้าศึกตก 22 ลำ
.
เขาบินรบในช่วง Battle of Britain อย่างดุเดือด
.
และเป็นที่เคารพของทั้งเพื่อน พี่น้อง และศัตรู
.
กระทั่งปี ค.ศ.1941 เครื่องของเขาถูกยิงตกเหนือฝรั่งเศส เขาดีดตัวออกจากเครื่องกลางอากาศ ขาเทียมหลุดหายไปหนึ่งข้าง ตกอยู่ในพื้นที่ควบคุมของเยอรมัน และเขาถูกจับเป็นเชลยศึก
.
เรื่องราวที่เหนือความคาดหมายคือ เยอรมันยอมให้กองทัพอากาศอังกฤษ ส่งขาเทียมใหม่มาให้ทางเครื่องบิน เพื่อให้เขาใช้
เพราะเยอรมันเคารพเขาในฐานะ ‘นักรบผู้ควรได้รับเกียรติ’
.
ในค่ายเชลย เขาไม่เคยอยู่นิ่ง
.
เขาวางแผนหลบหนีหลายครั้ง จนต้องถูกส่งไปขังที่ปราสาทโคลดิตซ์ (Colditz Castle)
.
คุกที่ใช้ขังนักโทษที่ ‘หนีเก่ง’ ที่สุดของฝ่ายพันธมิตร
.
และแม้จะถูกจองจำ แต่ใจของเขาไม่เคยถูกจับไว้ได้เลย แม่สอนเอาไว้แต่เด็กว่า จง ‘อดทน’ และ ‘กล้าหาญ’
.
กระทั่งปี ค.ศ.1945 เมื่อไฟสงครามมอด เบเดอร์จึงได้รับการปล่อยตัวโดยกองกำลังฝ่ายพันธมิตร
.
หลังสงคราม เขาไม่ได้หายไปไหน
.
เขาเป็นผู้บริหารของ Shell Oil
.
เขาเป็นวิทยากร
.
เขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้พิการทั่วโลก
.
เขาเปลี่ยนคำว่า ‘พิการ’ ให้กลายเป็นคำว่า ‘เป็นไปได้’
.
ในปี ค.ศ.1976 เขาได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อัศวิน (Knight Bachelor)
.
เพื่อยกย่องในความกล้าหาญและผลงานที่มีต่อผู้พิการ
.
ชีวิตของเขาถูกนำไปเขียนเป็นหนังสือชื่อ Reach for the Sky (เขียนโดย พอล บริกฮิลล์ นักบินชาวออสเตรเลีย และอดีตเชลยศึกในสงครามโลกครั้งที่ 2)
และต่อมาเรื่องของเบเดอร์ ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลก
.
เบเดอร์คือคนที่สอนเราว่า
.
แม้ไร้ขา .. แต่เราก็มีปีกได้
.
เราอาจไม่มีทางเดินที่ราบเรียบ
.
แต่เรายังมีเส้นทางบนท้องฟ้าให้ทะยาน
.
ดักลาส เบเดอร์บอกไว้ว่า
.
“Don’t listen to anyone who tells you that you can’t do this or that. That’s nonsense.”
(“อย่าไปฟังใครที่บอกว่าคุณทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้นไม่ได้ เพราะมันไร้สาระสิ้นดี”)
.
เพราะท้องฟ้าไม่เคยปิดกั้นใคร
.
และเพดานที่แท้จริง ..
.
มันอยู่ในใจของเราเอง
.
….
.
.
.
.
คำว่า “Ace” ในวงการบินหมายถึงนักบินที่สามารถยิงเครื่องบินข้าศึกตกได้อย่างน้อย 5 ลำขึ้นไป ส่วน “RAF” ย่อมาจาก Royal Air Force คือกองทัพอากาศของสหราชอาณาจักร ดังนั้น RAF Ace ก็คือ “นักบินมือพระกาฬของกองทัพอากาศอังกฤษ” ซึ่งดักลาส เบเดอร์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยมีสถิติจำนวนเครื่องบินที่เขายิงตกได้ถึง 22 ลำ (Confirmed kills)
.
.
.
แม้เบเดอร์จะพยายามแหกคุกหลายครั้ง แต่เขาไม่สามารถหนีออกจาก Colditz Castle ได้สำเร็จ
.
เบเดอร์ถูกขังอยู่ที่นั่นจนสิ้นสุดสงครามในปี 1945 และได้รับการปล่อยตัวโดยกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร
.
หลังสงคราม เขากลับอังกฤษและได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ต่อมาได้ทำงานในบริษัท Shell Oil และเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมเพื่อผู้พิการ รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักบินรุ่นหลังทั่วโลก
.
.

.
อ่านบทความอื่นๆได้ใน Facebook Page : Hovering Inspirations 👇
https://www.facebook.com/profile.php?id=61558412223812&mibextid=ZbWKwL
