Skip to content

ความเหนื่อยล้า ภัยเงียบในห้องนักบิน

<Fatigue – The Silent Stowaway in Every Cockpit>
.
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์บนฟ้าเบี่ยงเบนไปจากที่ตั้งใจไว้ มันอาจไม่ได้เกิดจากสิ่งที่มองเห็นๆกันอยู่ แต่อาจเป็น ‘ความเหนื่อยล้า’ ที่ค่อย ๆ กัดกินสมองนักบินไปทีละน้อย โดยที่ไม่มีเสียงเตือนใดดังขึ้นเลย
.
Fatigue คืออะไร? Fatigue ไม่ใช่แค่ความง่วง
.
มันคือสภาพที่ทั้งร่างกายและจิตใจค่อย ๆ ดับแสง เอื่อยเฉื่อยลงอย่างช้าๆ การตอบสนองช้าลง ความคิดพร่ามัว กระทั่งเกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด
.
ทั้งหมดนี้คือรอยเท้าที่ Fatigue ฝังทิ้งไว้ในสภาพร่างกายอันอิดโรยของนักบิน
.
มันคือ ‘Stowaway’ หรือลูกเรือเงียบ ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในทุกเที่ยวบิน ทว่าไม่มีใครเห็น
.
ลูกเรือล่องหนที่พร้อมจะก้าวเข้ามาควบคุมคันบังคับ เมื่อเราเผลอละสายตาไปเพียงไม่กี่วินาที
.
มีงานวิจัยและสถิติหลายชิ้น บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Fatigue กับตัวเลขที่ไม่อาจมองข้ามไปได้
.
การศึกษาโดย Lyman และ Orlady พบว่า
.
– ความเหนื่อยล้าเกี่ยวข้องโดยตรงกับ 77 เคส (3.8%) จาก 2,006 เหตุการณ์ที่นักบินรายงานในระบบ ASRS ของ NASA (มีคำอธิบายตัวย่อท้ายบทความ)
– และเมื่อขยายขอบเขตไปถึงปัจจัยที่เชื่อมโยงกับ Fatigue ทางตรงหรือทางอ้อม ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นถึง 426 เคส หรือ 21.2%
.
หมายความว่ายังไง
.
เกือบ 1 ใน 5 ของเหตุการณ์ทางการบิน อาจมี ‘เงา’ ของความเหนื่อยล้าซึมแทรกอยู่เบื้องหลัง
.
และที่น่ากลัวกว่านั้น ..
.
เนื่องจาก Fatigue วัดยากและมักไม่ถูกบันทึกอย่างเป็นระบบ ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก
.
เหมือนภูเขาน้ำแข็งที่เราเห็นแค่ยอด แต่สิ่งที่อันตรายที่สุดซ่อนอยู่ใต้น้ำ
.
สาเหตุของ Fatigue มีอะไรได้บ้าง Fatigue ก่อตัวได้จากหลายปัจจัย เช่น
.
– การอดนอน
– การนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ
– การทำงานผิดเวลา (Circadian Disruption)
– แอลกอฮอล์ที่ทำลายวงจรการนอน
– ไฟลท์ยาว ๆ หลายขา หลายวันติดกัน
– นักบินในบางองค์กรที่ถูกใช้งานในหน้าที่อื่นๆหนักเกิน และไม่เกี่ยวกับงานด้านการบิน (รู้สึกว่าเคสนี้จะมีเยอะในบ้านเรา โดยเฉพาะองค์กรของหน่วยงานภาครัฐ)
.
มันเหมือนแบตเตอรี่ที่ดูเต็ม แต่ข้างในเสื่อมสภาพ
.
นักบินอาจรู้สึกเหมือนพร้อม แต่ลึก ๆ แล้ว ระบบกำลังอ่อนล้า ความอิดโรยค่อยๆสะสมทีละนิด
.
Manifestations (อาการที่ปรากฎให้เห็น) เมื่อ Fatigue เริ่มเปิดเผยตัว และอาการเหล่านี้คือตัวบอกได้ว่า เราควรต้องระวังตัวเองแล้วนะ เพราะว่าอาการอ่อนล้าสามารถแสดงออกได้ทั้งภายนอกและภายในตัวเรา
.
ทางกาย
.
– ความรู้สึกเหนื่อยล้าแบบจับต้องได้
– ง่วงนอนแบบห้ามไม่ได้
– เคลื่อนไหวเชื่องช้า ร่างกายไร้พลัง
.
ทางใจ
.
– หลงลืมข้อมูลสำคัญ
– ตอบสนองช้ากว่าปกติ
– ตัดสินใจผิดพลาดง่ายขึ้น
– ขาดสมาธิและหมดความอดทน
.
ที่อันตรายคือ .. นักบินที่เหนื่อยมักจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองเหนื่อย แต่เราจะสังเกตเห็นความผิดปกติของพวกเขาได้
.
เหมือนกับคนขับรถที่ไม่รู้ว่ากำลังหลับใน…จนได้ยินเสียงเบรกกระชากครั้งแรก ผู้โดยสารก็งันไป หันมามองคนขับก็รู้ได้ว่าคนขับน่าจะหมดพลังเต็มที
.
Fatigue ยังส่งผลกระทบกับทักษะที่มองไม่เห็น (Non-Technical Skills) ซึ่งน่ากลัวมาก เมื่อความเหนื่อยล้าเกาะกินแน่น นักบินจะเริ่มสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นคือ การสื่อสาร และ การมองเห็นภาพรวม สิ่งต่อไปนี้คืออาการบอกเหตุ
.
– ฟังไม่เข้าใจข้อความวิทยุ
– ลืมปรับค่าความกดอากาศ
– ตอบสนองต่อสถานการณ์ไม่ทัน
– ไม่สามารถถกปัญหากับนักบินที่บินอยู่ด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
Fatigue ไม่ได้แค่ทำให้เราง่วง มันทำให้เรามองไม่เห็นภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามา
.
Fatigue เปิดประตูให้ความผิดพลาด (Error) แทรกเข้ามาในช่วงเวลาสำคัญ
.
– เวลาข้ามเขตการจราจรหนาแน่น
– เวลาต้องรับมือสภาพอากาศเลวร้าย
– เวลาต้องตอบสนองต่อปัญหาเครื่องยนต์หรือระบบอื่นๆที่ขัดข้อง
.
มันไม่ใช่ความผิดพลาดใหญ่โตในทันที
.
แต่มันคือการสะสมของ ‘การพลาดเล็ก ๆ’ หลายๆครั้ง จนกระทั่งสายเกินไป
.
วิธีป้องกันไม่ให้ Fatigue เอาชนะเรา มันคือการป้องกันเชิงรุก ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่ตอนอยู่บนพื้น
.
ต่อไปนี้คือ 10 แนวทางป้องกันตัวจาก Fatigue ในโลกของการบิน
.
1. สร้างนิสัยการนอนให้ดี…ไม่ใช่แค่นอนให้พอ
2. ฟังเสียงเตือนจากร่างกายตัวเอง
3. วางแผนพลังงานชีวิตที่ต้องใช้ในแต่ละวันให้เหมือนกับการวางแผนน้ำมันเวลาบิน (บินจริงต้องมีน้ำมันสำรอง ร่างกายคนเราก็เช่นกัน)
4. สลับหน้าที่ระหว่าง Active และ Passive Monitoring ทุก 20-40 นาที
5. อย่าใช้แอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนผิดเวลา
6. อย่าไว้ใจสมองของตัวเองเวลาเหนื่อย
7. ตั้งข้อตกลงกับคู่บินเรื่องการพักผ่อนระหว่างไฟลท์ (กรณีเที่ยวบินยาวๆ)
8. ทบทวนขั้นตอนฉุกเฉินให้ขึ้นใจ เพราะยามเหนื่อย สมองจะย้อนกลับไปที่สัญชาตญาณ
9. อย่าเชื่อว่า “เรายังไหว” ถ้ายังไม่ได้เช็กตัวเองอย่างจริงจัง
10. เหนื่อยมากเมื่อไหร่…บอกเพื่อนร่วมทีมเสมอ
.
โดยสรุปแล้ว Fatigue ไม่เคยเคาะประตูบอกเราก่อน มันไม่ใช่ศัตรูที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
.
มันไม่เตือนก่อน ไม่ส่งสัญญาณที่ชัดเจน
.
มันเพียงค่อย ๆ แซะสมาธิของเราออกทีละนิด
.
จนกระทั่งวันหนึ่ง เราอาจจะหลงทาง ทั้งที่ทุกอย่างดูปกติ
.
มีคำกล่าวนึงว่าไว้
.
“ความเหนื่อยล้าไม่ใช่ศัตรูที่คุณมองเห็น แต่มันคือศัตรูที่คุณรู้ตัวเมื่อสายไปแล้ว”
<Fatigue is not the enemy you see. It’s the one you feel too late.>
.
Fatigue คือ Stowaway ที่เก่งที่สุด
.
เพราะมันหลบอยู่ในตัวเราแบบเงียบๆ ..ตั้งแต่เครื่องยังไม่ออกตัว.
….
สาระน่ารู้เพิ่มเติม
.
📌Lyman และ Orlady คือใคร?
Lyman E.G. และ Orlady H.W. เป็นนักวิจัยด้านความปลอดภัยทางการบิน ผู้ร่วมเขียนรายงานสำคัญเรื่อง “Fatigue and Associated Performance Decrements in Air Transport Operations” ให้กับ NASA Ames Research Center และ Battelle Columbus Laboratories ในปี ค.ศ.1980
ผลงานของทั้งสองเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่ทำให้วงการบินตระหนักถึงอันตรายของความเหนื่อยล้า (Fatigue) ที่มีต่อความปลอดภัยในการบินอย่างจริงจัง
.
📌 ASRS ย่อมาจากอะไร ?
ASRS = Aviation Safety Reporting System
เป็นระบบของสหรัฐอเมริกาที่นักบิน ลูกเรือ และเจ้าหน้าที่การบินสามารถรายงานเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยต่าง ๆ ได้โดยไม่ถูกลงโทษ เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์และป้องกันอุบัติเหตุในอนาคต
ดำเนินการโดย NASA เพื่อรักษาความเป็นกลางและส่งเสริมการรายงานอย่างเปิดเผย
.
📌 NASA คืออะไร ?
NASA = National Aeronautics and Space Administration
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1958 ไม่ได้ทำแค่วิจัยการสำรวจอวกาศเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในงานวิจัยด้านการบิน ความปลอดภัย และเทคโนโลยีการบินขั้นสูง รวมถึงโครงการอย่าง ASRS ด้วย
.
📌 Manifestations แปลว่าอะไร ?
Manifestations แปลว่า “การแสดงออก” หรือ “อาการที่ปรากฏให้เห็น”
ในบทความนี้ หมายถึงอาการหรือสัญญาณต่าง ๆ ที่บ่งชี้ว่าความเหนื่อยล้ากำลังส่งผลกระทบหลายๆอย่าง เช่น ความง่วง การตอบสนองช้า การขาดสมาธิ เป็นต้น
พูดง่าย ๆ คือ Manifestations คือ “ภาษากายของความเหนื่อยล้า”
.
📌 Active และ Passive Monitoring คืออะไร?
– Active Monitoring คือ การเฝ้าระวังแบบตื่นตัวเต็มที่ เช่น เช็กความสูง อ่านค่าต่าง ๆ ฟังวิทยุ ทำงานร่วมกับระบบอย่างใกล้ชิด และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเพื่อนร่วมทีม
– Passive Monitoring คือ การเฝ้าระวังแบบผ่อนคลาย เช่น คอยสังเกตภาพรวม ฟังเสียงเตือน ตรวจเช็กเป็นระยะ ๆ แต่ไม่ลงลึกกับรายละเอียดตลอดเวลา อาจผ่อนคลายหรือรับประทานอาหารได้ในช่วงนี้
– การสลับกันระหว่าง Active และ Passive Monitoring เป็นเทคนิคสำคัญเพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าระหว่างเที่ยวบินยาว ๆ
<บางที่เราก็เรียกว่า Active Vigilance Phase และ Passive Vigilance Phase>
.
<Vigilance แปลว่า การเฝ้าระวัง>
📌 Stopover คืออะไร ?
Stopover หมายถึง การหยุดพักระหว่างทาง ซึ่งอาจเปลี่ยนเครื่องหรือพักผ่อนก่อนทำการบินต่อไปยังที่หมายถัดไป
ในทางปฏิบัติ stopover ที่สั้นเกินไป (น้อยกว่า 35 นาที) อาจไม่เพียงพอสำหรับนักบินและลูกเรือในการพักผ่อนหรือจัดการกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ความล่าช้าของเที่ยวบิน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าได้
.
.

อ่านบทความอื่นๆได้ใน Facebook Page : Hovering Inspirations 👇

https://www.facebook.com/profile.php?id=61558412223812&mibextid=ZbWKwL

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *