Skip to content

การจัดการกับสมองของนักบินในยุคโอเวอร์โหลด

  • by
การจัดระเบียบสมองของเราเอง คือหนึ่งในเคล็ดลับที่สำคัญ มันช่วยสงวนพลังงานของสมอง คนที่รู้เคล็ดลับนี้ เขาเลือกที่จะเก็บพลังของสมองส่วนหน้า (Prefrontal cortex) เอาไว้ใช้ในการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจในยามคับขัน เขาจะไม่เอาไปใช้พร่ำเพรื่อ และนี่คือเรื่องของการบริหารจัดการสมองที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน
.
ในโลกที่เครื่องมือล้ำขึ้น เทคโนโลยีก้าวกระโดด มีความซับซ้อนมากขึ้น แถมยังมีทฤษฎีผุดขึ้นมามากมาย ความเยอะเหล่านั้นถาโถมเข้าสู่ภาคปฏิบัติจนแทบไม่ทันตั้งตัว พร้อมๆกับความคาดหวังที่สูงขึ้นตามลำดับ
.
โลกของการบินก็เช่นกัน
.
คำถามคือ
.
“สมองนักบินได้รับการฝึกให้รับมือกับความซับซ้อนดีพอหรือยัง ?”
.
ระบบในสมองไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ ‘จัดการกับข้อมูลมหาศาล’ ใครจะมองเห็นว่า สมองของพวกเขาเหล่านั้น .. กำลังถูกใช้งานเกินกำลัง
.
ยุคนี้คือยุคที่ข้อมูลถล่มสมอง
.
แดเนียล เจ. เลวิติน (Daniel J. Levitin) นักประสาทวิทยาชาวแคนาดา-อเมริกัน ผู้เขียนหนังสือ สมองเป็นระเบียบ หรือ The Organized mind) เรียกมันว่า “The Mismatch Between Ancient Brains and Modern Demands”
.
สมองเรายังใช้ฮาร์ดแวร์ยุคหิน ในขณะที่ภารกิจประจำวันในโลกยุคใหม่ต้องรับมือกับข้อมูลระดับ Big Data
.
นักบินฝึกหัดในยุคนี้ จึงต้องเผชิญกับอะไรหลายอย่างมากๆ ไม่ว่าจะเป็น
.
– ระบบอากาศยานที่ซับซ้อนกว่าเดิมมากๆๆๆ
– ต้องรู้ทัน automation แต่ก็ต้องไม่พึ่ง automation เกินไป
– บทเรียนที่อัดแน่นในเวลาจำกัด
– ความคาดหวังจากตัวเอง ครู และสายการบินที่ส่งพวกเขามาเรียน
– การสื่อสารกับผู้คนที่เกี่ยวข้องเช่น ATC ช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน ฯลฯ
– แถมยังต้อง ‘ควบคุมอารมณ์ให้ได้’ ทั้งความเครียด ความกดดัน และความกลัว
.
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก
.
เพราะเมื่อเกินขีดจำกัด สมองจะไม่เรียนรู้ แต่มันเลือกที่จะ ‘หนีเอาตัวรอด’
.
เราควรเข้าใจคำว่า Cognitive Overload ก่อน ว่ามันคืออะไร?
.
Cognitive Overload – เมื่อสมองบอกว่า “พอเถอะ”
.
Cognitive Overload หมายถึง ภาวะที่สมองได้รับข้อมูล หรือภาระงานทางจิต มากเกินกว่าที่จะประมวลผลได้ในช่วงเวลานั้น
.
ในห้องนักบิน มันเกิดขึ้นใน 3 รูปแบบหลัก
.
1. Information Overload
เมื่อบทเรียน, คู่มือ, กฎ, และพฤติกรรมที่ต้องเรียนรู้เข้ามาถาโถมพร้อมกัน นักเรียนจะเริ่ม ‘จำไม่ได้’ ตามด้วย ‘ประมวลผลไม่ทัน’ และจบลงที่ ‘โต้ตอบไม่ได้’
.
2. Task Overload
การต้องฟัง ATC, ดูเครื่องวัด, คอนโทรลเครื่อง, scan for traffic, และจำขั้นตอน เรียกได้ว่าทำหลายอย่างมาก จึงเกิด overload ในบทบาทที่ทำอยู่ ณ ขณะนั้น
.
3. Situational Overload
เกิดเมื่อมีสถานการณ์หลายอย่างถาโถมเข้ามาพร้อมๆกัน เช่น บินๆอยู่มีนกฝูงใหญ่เข้ามาใกล้ แถมมี Traffic เข้ามาอีก และ ATC ก็เรียกเรามาพอดี หรือกรณีเกิด emergency ต่างๆขณะบิน
.
สมองคนเรามักจะเข้าสู่โหมด ‘เอาตัวรอด’ มากกว่าการพยายามเข้าใจสถานการณ์
.
….
.
คนเราสมองล้ากันได้ เมื่อสมองล้า เราไม่ได้ผิดเพราะเราไม่รู้หรือเรารู้ไม่ทัน และเมื่อใดเกิดขึ้น
.
– ประสิทธิภาพในการทำงานของเราจะตก
– เรียนไม่รู้เรื่อง
– ความเครียดทับถม
– บางคนถึงขั้นไม่อยากบินต่อ
.
สิ่งที่น่ากลัวคือ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตนเองล้า
.
และครูการบินที่ไม่เท่าทันอาการศิษย์ ก็มักตีความว่า “เด็กคนนี้ไม่ตั้งใจ”
.
ทั้งที่จริงๆ แล้ว สมองเขาแทบจะล้นทะลักไปนานแล้ว
.
มี 4 วิธีที่ช่วยจัดการกับสมองให้ไม่ต้องโหลดเยอะ สอดคล้องกับแนวคิดของ เลวิติน ที่บอกว่า แทนที่เราจะฝึกให้สมองเก่งขึ้น อึดขึ้น ทนทานมากขึ้น ให้เราลองออกแบบระบบรอบตัวให้สมองทำในสิ่งที่ถนัดและง่ายที่สุดน่าจะดีกว่า
.
สำหรับโลกของการบิน วิธีการเหล่านั้นได้แก่
.
1. Checklist & Flow
.
การใช้เช็กลิสต์และรูปแบบการทำงานที่ต่อเนื่อง (Flow)
.
Checklist คือเครื่องมือที่ช่วยให้นักบินสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ ลดความผิดพลาดที่อาจเกิดจากการลืมหรือข้ามขั้นตอนโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่กดดันสูง ซึ่งสมองอาจประมวลผลได้ไม่เต็มที่
Flow คือแนวทางการทำงานที่จัดลำดับการตรวจสอบหรือการปฏิบัติให้เป็น ‘ลำดับทางกายภาพ’ เช่น การไล่สายตาจากซ้ายไปขวาในแผงควบคุม เป็นการสร้างพฤติกรรมอัตโนมัติเพื่อลดภาระการจำ
.
ประโยชน์ทางจิตวิทยาคือช่วยลด Cognitive Load และเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจซ้ำซ้อนที่มีความเสี่ยงสูง
.
สรุป Checklist & Flow มีประโยชน์เรื่อง ช่วยลดภาระการตัดสินใจที่ไม่จำเป็น และให้สมองเก็บพลังไว้คิดเฉพาะยามคับขัน
.
2. Chunking Information
.
Chunking คือการจัดกลุ่มข้อมูลที่ซับซ้อนหรือข้อมูลที่มีปริมาณมาก ให้กลายเป็นหน่วยย่อยที่มีความหมายและจัดการกับมันได้ง่ายขึ้น ช่วยให้สมองสามารถจดจำ ประมวลผล และเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
.
ในบริบทของการบิน การใช้ Chunking ช่วยให้นักเรียนเข้าใจระบบอากาศยานหรือขั้นตอนการบินที่ซับซ้อน โดยไม่รู้สึกว่าต้องจดจำรายละเอียดทั้งหมดในคราวเดียว
.
พื้นฐานจาก Cognitive Science คือ สมองมนุษย์สามารถจัดการข้อมูลได้ประมาณ 7±2 หน่วยใน Working Memory การจัดกลุ่มจึงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการเรียนรู้และป้องกันภาวะ Cognitive Overload
.
3. Progressive Loading
.
Progressive Loading คือหลักการสอนหรือการฝึกที่เน้นการเพิ่มระดับความยาก หรือการเพิ่มความซับซ้อนของงานตามลำดับจากง่ายไปยากอย่างมีระบบ
.
ในโลกของการบิน แนวทางนี้ช่วยให้นักเรียนสามารถพัฒนา ‘ทักษะขั้นพื้นฐาน’ ก่อนเข้าสู่ ‘สถานการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น’ เช่น เริ่มจากฝึกบินแบบ VFR ก่อนเข้าสู่ IFR หรือเริ่มฝึกกับอากาศยานที่มีหนึ่งเครื่องยนต์ก่อนไปฝึกบินกับแบบหลายเครื่องยนต์
.
ผลทางจิตวิทยาที่มีต่อการเรียนรู้ เป็นการช่วยเสริม Self-Efficacy และลดอัตราการยอมแพ้กลางคัน เพราะผู้เรียนจะรับรู้ได้ถึงความก้าวหน้าของตัวเอง ไม่ถอดใจไปซะก่อน
.
พูดง่ายๆก็คือ โหลด task ทีละน้อย เพิ่มระดับความยากง่ายตามความพร้อมของแต่ละคน
.
ไม่ใช่โยนทุกอย่างใส่นักเรียนเพียงเพราะ ‘เวลาไม่พอ’
.
4. Mindfulness & Stress Tools
.
การฝึกสติเพื่อการบริหารความเครียดในงานด้านการบิน
.
Mindfulness คือการฝึกฝนสมาธิและการรับรู้ในปัจจุบันขณะ เพื่อให้สามารถสังเกตความคิด อารมณ์ และสิ่งกระตุ้นได้โดยไม่ตัดสิน รวมถึงตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆได้อย่างมีสติ
.
ในบริบทนักบิน การมีสติขณะเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดัน เช่น การจัดการกับความผิดพลาด หรือภาวะฉุกเฉิน ช่วยลดโอกาสของการตอบสนองแบบตื่นตระหนก และสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบมากขึ้น
.
สรุปเรื่องนี้ได้ว่า นักบินที่ประคองความคิดและการตัดสินใจได้ในยามเครียด = นักบินที่อยู่รอด
.
ไม่ใช่เพียงแค่จำขั้นตอนได้ แต่สามารถ “ดึงตัวเองกลับมาได้” เมื่อ overload (เรื่องนี้เชื่อมโยงไปยังเรื่อง Resilience ด้วย ซึ่งเคยเขียนเรื่องนี้แยกเอาไว้แล้ว)
….
ขอเสริมด้วยการฝึกสักเล็กน้อย
.
การฝึกนักบินด้วยเครื่องฝึกบินจำลองมีประโยชน์มาก เพราะเราสามารถป้อนโจทย์การฝึกได้หลายอย่าง .. ลองฝึกให้นักบินเกิดภาวะ overload ใน simulator ดู (ก่อนอื่นต้องตั้งเจตนาในการฝึกคือ เพื่อฝึก ..ไม่ใช่ ..เพื่อแกล้ง)
.
เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ว่า เมื่อสมอง error แล้วจะรีเซ็ตตัวเองได้อย่างไร พวกเขาจะนำเทคนิคอะไรมาใช้ เพื่อลดภาระของสมองให้มากที่สุด
.
เพราะโลกจริงไม่มีปุ่ม pause .. มันไม่เคยรอให้เราพร้อม ไม่เคยรอให้เราตั้งตัวเลยสักครั้ง
.
สุดท้าย .. นักบินที่ดีไม่ใช่คนที่จำได้หมด
.
แต่คือคนที่รู้ว่าจะจัดการกับ ‘ข้อมูลที่มากเกินไป’ ได้อย่างไร
.
เราไม่ต้องการคนเก่งที่จำได้หมดทุกอย่าง ไม่ผิดเลยสักกะนิด
.
เราอยากได้นักบินที่ “รู้ว่าอะไรสำคัญ รู้ว่าอะไรต้องโยนทิ้ง และรู้ว่าเมื่อใดต้องพักเพื่อรีเซ็ตสมอง”
.
วิชาชีพนักบินคือวิชาชีพที่ถูกจัดวางไว้ในระบบที่ซับซ้อน
.
พวกเขาต้องจัดการระบบภายในของตนเองให้ดี แถมยังต้องคุมระบบข้างนอกให้ได้
.
การบินไม่ได้เริ่มจากการเรียนรู้วิธีการบังคับเครื่อง แต่มันเริ่มจากการออกแบบวิธีคิดของตัวเอง โดยเฉพาะในโลกยุคใหม่ที่ต้องฝึกรับมือกับข้อมูลระดับ Big Data ที่ถาโถมเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน
.
สมองของคนเรา ถ้าใช้เป็นจะทรงพลังมาก แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เราไม่เอาไปใช้กับเรื่องจุกจิกมากจนเกินไป
.
เพราะพลังในการ ‘ตัดสินใจ’ คือทรัพยากรที่ควรถนอมไว้ใช้ .. ในวันที่ท้องฟ้าไม่ง่าย
.
พยายามออกแบบระบบรอบตัวให้สมองทำในสิ่งที่ถนัดและง่ายที่สุด เมื่อนั้น แม้วันที่ท้องฟ้าไม่ง่าย แต่อย่างน้อย สมองส่วนหน้า (Prefrontal cortex) ก็จะถูกดึงมาใช้งานได้อย่างเต็มที่ เป็นการขจัด Cognitive Overload ออกไป ช่วยให้การตัดสินใจถูกต้องและแม่นยำมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
.
.

อ่านบทความอื่นๆได้ใน Facebook Page : Hovering Inspirations 👇

https://www.facebook.com/profile.php?id=61558412223812&mibextid=ZbWKwL

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *